จงถอยออกไปที่น้ำลึก PDF พิมพ์ อีเมล
บทความการนมัสการ - การพัฒนาชีวิตฝ่ายวิญญาณ

จงถอยออกไปที่น้ำลึก


พระธรรม ลูกา 5:1-3 ครั้งเมื่อประชาชนกำลังเบียดเสียดพระองค์เพื่อฟังพระวจนะของพระเจ้า พระองค์ทรงยืนอยู่ที่ ฝั่งทะเลสาบเยนเนซาเรท  และพระองค์ทรงเห็นเรือสองลำจอดอยู่ริมฝั่งทะเลสาบนั้น แต่ชาวประมงขึ้นจากเรือแล้วกำลังซักอวนอยู่ พระองค์จึงเสด็จลงเรือลำหนึ่ง เป็นเรือของ ซีโมน...


ลูกาบทที่ 5 ได้มีบันทึกเหตุการณ์ของซีโมนเปโตรขณะที่จับปลาไว้ว่า เขาได้ทอดอวนคืนยันรุ่งแต่ก็ไม่ได้อะไรเลย ครั้นเมื่อเปโตรได้พบพระเยซูคริสต์ สถานการณ์ก็เปลี่ยนแปลงไป พระเยซูตรัสแก่ซีโมนว่า “จงถอยไปที่น้ำลึก หย่อนอวนลงจับปลา” เขากระทำตามนั้น อวนของเขาก็ล้อมปลาได้จำนวนมากจนเกือบปริ และเข้าได้เรียกเพื่อนมาช่วยยกอวน..เปโตรและคนทั้งหลายต่างประหลาดใจที่จับปลาได้เป็นอันมาก เมือเปโตรทูลพระเยซูว่า “พระองค์เจ้าข้า ขอเสด็จไปห่างข้าพระองค์เถิด เพราะว่าข้าพระองค์เป็นคนบาป” พระเยซูกลับตรัสว่า “อย่ากลัวเลย ตั้งแต่นี้ไปท่านจะเป็นผู้จับคน”เมื่อนำเรือกลับเข้าฝั่งแล้ว ซีโมนเปโตรก็สละสิ่งสารพัด เพื่อตามพระเยซูไป เรื่องราวของซีโมนเปโตรผู้นี้น่าจะสร้างความคาดหวังให้กับสาวกของพระเยซูในทุกยุคทุกสมัยได้ว่าเขาจะสามารถเป็นผู้ที่จับคนดั่งจับปลาได้อย่างไร เปโตรได้พบกับพระเยซูในการงานอาชีพประมงที่แสนจะธรรมดานั้นพระองค์ใช้การจับปลาของเปโตรเป็นเครื่องแสดงให้เป็นว่างานที่พระองค์จะใช้เขาต่อไปนั้นคือการจับคนดั่งจับปลา จากคืนที่อาจเรียกได้ว่าเป็นคืนที่ล้มเหลวที่สุดในการจับปลาของเปโตรเขาได้พบกับพระเยซู ในเวลาที่ทุกคนพาเรื่องเข้าฝั่งและขึ้นจากเรือแล้ว จะมีเรืออยู่บ้างก็เพียงอีก 2-3 ลำที่กำลังมุ่งหน้าหาฝั่งและกำลังชักอวนอยู่ สิ่งที่เป็นประสบการณ์ธรรมชาติของเปโตรในเหตุการณ์ตอนนี้ให้บทเรียนมากมายที่สามารถประยุกต์ได้ในเรื่องฝ่ายวิญญาณของเราส่วนตัวแต่ละคน ตลอดจนหลักการต่างๆ ที่เป็นประโยชน์เพื่อความเจริญเติบโตของคริสตจักรโดยส่วนรวมในการรับใช้พระเจ้าอีกด้วย 


การที่เราล้มเหลวในบางสิ่งมิได้หมายความว่าเป็นคนล้มเหลว แม้การจับปลาในคืนนั้นของเปโตรจะล้มเหลว ก็มิได้หมายความว่าเปโตรจะต้องเป็นคนล้มเหลว นี่คือหลักการสำคัญที่บรรดาคนงานของพระเจ้าจะต้องตระหนักเสมอ เพื่อสิ่งต่าง ๆ ที่กำลังเผชิญอยู่จะมิได้กลายเป็นอุปสรรคที่ยับยั้งเรามิให้ก้าวต่อไปเบื้องหน้าในการทรงเรียกของพระเจ้า เราอาจพบว่ามีความล้มเหลวในการงานบางอย่าง และสิ่งที่เป็นความล้มเหลวล้มเหลวนี้เองเป็นจุดเริ่มต้นที่มักทำให้คนจำนวนมากคิดว่า “เขาเป็นคนล้มเหลว” แท้ที่จริงแล้ว ก่อนที่คนบางคนจะกลายเป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จได้หลายอย่างมากมายนั้น เขาเองได้เผชิญความล้มเหลวมาแล้วอย่างนับครั้งไม่ถ้วน แต่การที่เขาได้พบความสำเร็จในบั้นปลายนั้นเพราะเขาไม่เคยคิดว่าเขาเป็นคนล้มเหลวต่างหาก การที่เราอาจล้มเหลวเหมือนเปโตรที่จับปลาไม่ได้เลยนั้นไม่ได้เป็นสิ่งที่ชี้บอกว่าเราเป็นคนล้มเหลวจนพระเจ้าไม่สามารถใช้ชีวิตของเราได้อีก และเราจะไม่สามารถประสบความสำเร็จในชีวิตการรับใช้ได้อีกเลย เมื่อเราเรียนหนังสือ เราอาจจะสอบไม่ได้ดีในบางวิชา หรือสอบตก เราคงต้องยอมรับว่าเราสอบได้ไม่ดีหรือสอบตกอย่างที่เป็นจริง เราต้องพร้อมที่จะยอมรับได้เมื่อเราล้มเหลวหรือเกิดความผิดพลาดในบางสิ่งบางอย่างที่กระทำไปแล้วแต่ความล้มเหลวนั้นต้องไม่กลายเป็นเครื่องปรักปรำให้เราเป็นคนล้มเหลว เมื่อทำสงครามนั้นจะมีผู้แพ้แต่เขาจะไม่แพ้ตลอดไป ถ้าเขายังมีความพยายาม มีโอกาส มีความหวัง เขาก็จะเป็นผู้มีชัยได้ หากในสงครามชีวิตของเรามีบางส่วนที่ยังไม่ได้รับการพัฒนาอย่างเต็มที่เราก็ยังมีทางที่จะได้รับการพัฒนาได้


ชาวประมงเมื่อจับปลาไม่ได้ เขาจะซักอวนเพื่อเตรียบตัวจับปลาในคราวต่อไป คงไม่มีใครที่เผาอวนทิ้งเพราะเหตุที่จับปลาไม่ได้เพียงครั้งเดียว ท่านเองในฐานะที่เราเป็นผู้รับใช้ของพระเจ้า เป็นศิษยาภิบาลหรือเป็นอะไรก็ตาม ..ไม่ว่ามีอะไรเกิดขั้นที่ดูเหมือนว่าเป็นคนล้มเหลว ขอให้ท่านมีส่วนร่วมกับพระเยซูอย่างใกล้ชิด เพื่อท่านจะเป็นการเปลี่ยนแปลงได้ ..ท่านมีปัญหาอะไรหรือ ที่ท่านเรียกว่าเป็นคนล้มเหลว หรือความพ่ายแพ้ ถ้าท่านเพียงแต่จะกลับมารื้อฟื้นความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับองค์พระเยซูคริสต์ท่านจะสามารถเผชิญทุกสิ่งเหล่านั้นได้ใหม่ ..แม้ว่าเราจะพ่ายแพ้ล้มเหลวไปบ้างชั่วขณะหนึ่ง เราจะต้องไม่พ่ายแพ้ในจิตใจของเรา เหมือนกับที่เปโตรที่แม้จะล้มเหลวเพราะจับปลาไม่ได้เลยตลอดคืน แต่เขาก็ไม่ใช่คนล้มเหลวตลอดชีวิต ในลูกา 5:3 ที่บอกว่า พระเยซูเสด็จไปในเรือลำหนึ่ง เป็นเรือของซีโมน ให้ข้อคิดที่สำคัญแก่เราประการหนึ่งคือ พระเยซูคริสต์มิได้เข้ามามีความสัมพันธ์กับเราเพราะเห็นว่าเราเก่ง เราดีเด่น เราเป็นคนที่จะมีชัยชนะอยู่เสมอ ในเวลาที่พระเยซูเสด็จลงเรือซีโมนนั้น พระองค์ทรงทราบแล้วว่าตลอดคืนนั้นซีโมนได้เผชิญอะไรมาบ้าง เขาอยู่ในความรู้สึกเช่นไร พระเยซูเสด็จลงเรือของซีโมนโดยพระคุณที่พระองค์ประทานให้แก่เขา ใครกันที่เป็นซีโมนชายชาวประมงที่ชายฝั่งทะเลสาบเยนเนซาเรทในความคิดของท่าน?


ในการรับใช้ร่วมกันในคริสตจักร แม้ว่าบางครั่งข้าพเจ้าเองอาจเป็นผู้ทำให้ “ซีโมน” หลายคนท้อใจได้ ข้าพเจ้าอาจทำให้ผู้อื่นสูญเสียความคาดหวังบางอย่างไป หรือบางครั้งข้าพเจ้าก็อาจเป็น “ซีโมน” เพราะข้าพเจ้าอาจผิดหวังในบางสิ่ง เมื่อจากบ้านเพื่อไปจับปลา ..ถ้าเปโตรแต่งงาน เขาอาจบอกภรรยาของเขาว่า เขาจะเอาปลามากมายกลับมาบ้าน แต่เวลานั้นเขาจับปลาไม่ได้เลยแม้ซักตัวหนึ่ง เขาจะต้องกลับไปมือเปล่า ซีโมนเปโตรคงจะรู้สึกผิดหวังที่ไม่สามารถจับปลาได้ แต่พระเยซูแสวงหาคนที่ไม่ได้คิดว่าเขาสามารถประสบความสำเร็จได้ด้วยตัวเอง


เหมือนดังคน 400 คน ที่มาหาดาวิดในชุดแรกนั้น เป็นคนที่คนอื่นดูถูกดูหมิ่น เป็นคนที่โลกนี้ไม่ต้องการแล้วไม่มีใครจะสามารถใช้คนจากคนเหล่านั้นได้เลย แต่เขาได้กลายเป็น “วีรบุรุษของดาวิด” ..และจากชาวประมงชื่อเปโตรก็ได้กลายเป็นผู้จับคนดั่งจับปลา เมื่อพระเยซูคริสต์ได้เสด็จเข้ามาในโลกนี้ พระองค์มาเพื่อจะตั้งอาณาจักรของพระองค์ตามคำพยากรณ์ของดาเนียล อิสยาห์ และเยเรมีย์ แทนที่พระองค์จะเลือกคนจากสภาซานเฮดริน คนที่รู้พระคัมภีร์ทั้งเล่มแล้วและรู้เรื่องการบริหารธรรมศาลาอย่างดี พระองค์กลับเลือกคนจากกาลิลี ชาวประมงผู้ต่ำต้อย เพื่อมาเป็นสาวกของพระองค์


ประวัติศาสตร์คริสตจักรบอกว่า ยูดาสเป็นเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ไม่ได้มาจากกาลิลี เขาเป็นเพียงคนเดียวที่มีสติปัญญาดีมีความคิดอ่าน มีความสามารถ แต่คนเกือบหมดที่เป็นสาวกในเวลานั้นเป็นชาวกาลิลีธรรมดา บางคนอาจบอกว่าพระเจ้าไม่สามารถใช้เขาได้เพราะว่าเป็นคนโง่เขลา ไร้สติปัญญา แต่แท้ที่จริงแล้วคนส่วนใหญ่นั้นยังโง่เขลาไม่เพียงพอที่จะให้พระเจ้าใช้ต่างหาก


ถ้าข้าพเจ้าคิดว่าข้าพเจ้าเป็นคนที่มีสติปัญญาดี ข้าพเจ้าเป็นคนยิ่งใหญ่และแข็งแกร่ง ก็อาจบอกพระเจ้าว่า “ดีนะ ที่พระเจ้ามีข้าพเจ้ามารับใช้” พระเจ้าคงไม่สามารถใช้ข้าพเจ้าได้แน่ แต่ถ้าข้าพเจ้ารู้ตัวว่าไม่สามารถทำอะไรได้เลยโดยลำพังตัวข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะบอกพระเจ้าว่า “โอ..โดยพระคุณของพระเจ้าเท่านั้นที่ข้าพระองค์กระทำได้” ความโง่เขาไร้ความสามารถทำให้เราพึ่งพระคุณพระเจ้า พระเจ้าไม่ได้ใช้ท่านเพราะว่าท่านมีบางสิ่งบางอย่าง แต่พระองค์ทรงใช้ท่านได้เพราะว่าท่านรู้ตัวว่าไม่มีและไม่รู้อะไรมาก เป็นคนที่โลกดูว่าโง่เขลา พระเจ้าก็จะได้รับเกียรติมากเมื่อท่านเกิดผล การที่พระเยซูเดินลงเรือของซีโมนขณะที่เขายังอยู่ในความรู้สึกที่ยอมรับว่าเขาล้มเหลวในคืนนั้น แสดงว่าพระเยซูแสวงหาคนที่อยู่ในความล้มเหลว..บางครั้งในคริสตจักร เรามักมองหาความดีเด่น มีสติปัญญา มีความรู้ มีความสามารถ มีการศึกษาดี มีฐานะที่ดี ซึ่งล้วนเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ในการขยายอาณาจักรของเพระเจ้าทั้งสิ้นเพื่อรับใช้งานต่างๆ แต่ถ้าเขาเหล่านั้นเป็นคนที่มิได้พึ่งพระเจ้าเราจะผิดหวังในที่สุด เพขาจะไม่เคยประสงความสำเร็จในงานรับใช้ หากเขาคิดว่าเขารับใช้ได้โดยความสามารถหรือทุกสิ่งที่ดีเหล่านี้ และพระเจ้าจะไม่สามรถใช้คนที่ไม่มีท่าทีพึ่งพาพระคุณพระเจ้าเช่นนี้ เราควรตระหนักว่าพระเจ้าประทานทุกสิ่ง ไม่ว่าความ สามารถเรื่องฝ่ายธรรมชาติและฝ่ายวิญญาณแก่เราทุกคนโดยพระคุณของพระองค์ และเราควรถวายเกียรติทั้งสิ้นแด่พระเจ้าด้วยทุกสิ่งที่มีอยู่ หากแม้เราขาดความสามารถ ขาดสติปัญญาพระเจ้าก็ใช้เราได้ และเราประสบความสำเร็จได้เช่นกัน เมื่อพระเยซูลงไปในเรือของซีโมนแล้ว พระองค์ตรัสกับซีโมนว่า “จงถอยออกไปที่น้ำลึก หย่อนอวนลงจับปลา” เราคงจินตนาการได้ว่าซีโมนพบความล้มเหลวมาตลอดคืน พระเยซูกลับบอกให้ถอยออกไปในที่น้ำลึก ให้ออกจากฝั่งไปอีกหน่อยหนึ่ง

โดยทั่วไปธรรมชาติของคนที่ไม่ประสบความสำเร็จมากนัก เมื่อเผชิญกับความล้มเหลวมักจะมีผลต่อการมองสิ่งต่างๆ ของคนๆ นั้น ซึ่งอาจมีผลกระทบต่อความสัมพันธ์กับพี่น้องอีกด้วย ถ้าหากมีบางคนมาบอกให้ข้าพเจ้าทำบางสิ่งบางอย่างให้ แต่เพราะพื้นเพบางอย่าง ที่เป็นความล้มเหลวในชีวิตของข้าพเจ้า อาจทำให้ข้าพเจ้าไม่อย่างทำสิ่งนั้น ไม่มีความสุขที่จะทำ ไม่มีความมั่นใจและกลัวจะล้มเหลวอีก ซึ่งก็จะยิ่งเป็นการประจานความล้มเหลวของข้าพเจ้ามากขึ้นจึงไม่มีความยินดีที่จะทำ สิ่งนี้จะกลายเป็นสิ่งที่ทำให้ข้าพเจ้าพลาดโอกาสที่ดีในชีวิตได้ ถ้าเรามีปัญหาและเราก็เอามากระจายให้คนรอบข้างได้รับรู้ ขณะที่ทำงานบอกว่า “โอย..ไม่มีความสุขเลย” ทั้งใบหน้าท่านโปรยด้วยปัญหา ท่านจะไม่สามารถออกไปช่วยใครได้เลย และจะพลาดโอกาสที่ดีที่จะรับใช้ผู้อื่นได้ ให้เราดูที่เปโตร หากว่าคืนที่ผ่านมาเขาล้มเหลวแล้วอารมณ์เสีย เที่ยวพาลทะเลาะกับคนไปทั่ว แล้วแสดงความหงุดหงิดบ่นบอกว่า “ข้าพเจ้าไม่มีปลาจะไปฝากภรรยาที่บ้าน ไม่รู้จะมองหน้าเธอได้อย่างไร” แทนที่จะเชื่อฟังพระเยซูโดยถอยเรือออกไปจากฝั่งหน่อยหนึ่ง เพื่อพระองค์จำได้สอนประชาชนได้ อารมณ์หงุดหงิดในความล้มเหลว ความวุ่นวายของการบ่นหรือการพาลทะเลาะเหล่านี้อาจจะขัดขวางพระราชกิจของพระเยซูที่สำคัญเสียก็เป็นได้ ในสภาพนี้สิ่งที่เราควรจะทำคือทิ้งปัญหาของเราไว้เบื้องหลัง แล้ววางโอกาสใหม่ๆ ไว้เบื้องหน้า คือถ้าเรามีปัญหาเมื่อวานนี้เราก็ควรปล่อยให้ปัญหานั้นผ่านไปพร้อมกับวันวาน เมื่อมีคนสร้างปัญหาให้เราเมือสัปดาห์ที่ผ่านมาก็ควรให้ปัญหานั้นผ่านไปด้วย ให้วันใหม่นี้เป็นเวลาสำหรับโอกาสใหม่ในการรับใช้ของเรา ด้วยความวางใจ พระเจ้าต่อไป เมื่อพระเยซูได้มาของใช้เรือของเปโตรนั้น เขามิได้ปฏิเสธ แต่รีบเรื่อออกไปจากฝั่งทันที แล้วพระองค์ก็นั่งลงสั่งสอนประชาชน ถ้าเราเป็นเปโตร เราอาจคิดว่าเรือลำนี้มันเก่า มันเล็ก ไม่เหมาะสมกับพระเยซู หรือไม่ก็อาจไม่ยอมให้ใช้ด้วยเหตุอื่นๆ เราอาจคิดว่าเรือลำนั้นไม่อาจใช้การได้ แต่พระองค์ต้องการจะใช้ พระคัมภีร์มีตัวอย่างมากมายเช่นพระเจ้าใช้ไม้เท้าในมือของโมเสสเพื่อสั่งทะเลแดงให้แยกออกเพื่อกลางทะเลจะแห้งและคนอิสราเอลก็ก้าวข้ามไปได้ (อพยพ 14:6) และให้โมเสสใช้ไม้เท้าบอกหินให้หลั่งน้ำ (กันดารวิถี 20:8) พระเจ้าใช้สลิงและก้อนหินในมือของดาวิดทำลายชีวิตโกไลอัท (1ซามูเอล 17) เรามองดูอุปกรณ์ต่างๆ เหล่านี้เราอาจเห็นว่าไม่เป็นประโยชน์เลย ไม่น่าใช้เลยและไม่น่าจะให้ได้เลยอีกด้วย ศิษยาภิบาลอาจเรียกร้องทำบางสิ่งบางอย่าง เช่นบอกว่า “พี่น้องช่วยทำเรื่องนี้ได้ไหมครับ?” ท่านอาจตอบว่า “ไม่ได้ครับ มันเป็นแค่ไม้เท่าเก่าๆ ที่ผมมีอยู่อันเดียว”..”ผมไม่มีอะไรเลยครับมีแต่ลวด”สลิงกับหิน 5 ก้อน”

อย่าให้เป็นเช่นนั้นเลย เราควรมอบทุกสิ่งทุกอย่างแด่พระเจ้าโดยเชื่อว่าพระเจ้าสามารถใช้ทุกสิ่งทุกอย่างที่เรามีอยู่ได้ ไม่ใช่ตอบว่า “ไม่มีเวลา” ...”ไม่มีของประทาน” ...”ไม่เคยทำ” คนที่ไม่เคยให้เวลา ไม่ค้นหาของประทานและเคยริเริ่มสิ่งใด เขาจะไม่เคยพบว่าพระเจ้าได้ทรงโปรดใช้อะไรเขาได้ในสิ่งนั้น และในที่สุดเขาจะพบว่าเขาไม่มีโอกาสเพื่อรับใช้ที่พระเจ้าทรงเรียกนั้นอีกแล้ว ท่านเคยคิดหรือไม่ว่า ความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพระเจ้านั้นส่วนหนึ่งพัฒนามาจากการที่เราได้ให้บางสิ่งบางอย่างที่เรามีอยู่เพื่องานรับใช้พระเจ้า การที่มีพระคัมภีร์กล่าวว่า เราเป็นปุโรหิตบริสุทธิ์ ถูกแยกออกเพื่อ พระเจ้านั้นก็เพื่อเราจะปรนนิบัติพระเจ้า จงให้ทุกอย่างในชีวิตแก่พระเจ้าโดยให้ตาของเรามองหาทางของพระเจ้า ให้มือของเราทำการของพระองค์ ..นี่แหละคือวิธีการสร้างความสัมพันธ์กับพระเจ้า พระเยซูคริสต์ได้แสวงหาความสัมพันธ์กับคนบาปเพื่อเขาจะได้ชีวตินิรันดร์แล้วพระองค์ได้ความสัมพันธ์เช่นนี้จากหญิงสะมาเรียที่บ่อน้ำอย่างไรหรือ...? พระองค์ทรงขอน้ำดื่มจากเธอ..หลายครั้งเราอยากมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับพระเจ้าแต่เราไม่เคยให้เวลากับพระเจ้าในการนมัสการ เราอาจจะบอกว่า เราอยากจะรักพระเจ้าแต่เราไม่เคยปรนนิบัติรับใช้ เราไม่เคยมอบความสามารถ และศักยภาพแม้เพียงเล็กน้อยที่เรามีอยู่ในชีวิตของเราให้กับพระองค์เลยแล้วก็ร้องทูลพระเจ้าว่า “โอ พระเจ้าช่วยข้าพเจ้าด้วยเถิด ข้าพเจ้าอยากมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับพระองค์”

การที่เรามีความสัมพันธ์กับพระเจ้าได้นั้น เราจะต้องยอมให้ทุกสิ่งเพื่อพระเจ้า เริ่มจากสิ่งเล็กน้อยที่อาจมองดูไม่มีคุณค่าอะไร เมื่อพระเจ้าทรงขอจากเรา เหมือนที่พระเยซูขอน้ำดื่มจากหญิงนั้น ลูกา 5:4 บอกว่า เมื่อพระเยซูสั่งสอนเสร็จแล้วก็ตรัสกับซีโมนว่า “จงถอยออกไปที่น้ำลึกหย่อนอวนลงจับปลา” เมื่อพระเยซูตรัสสั่งสอนมหาชนเรียบร้อยแล้ว ก็ตรัสแก่ซีโมนเจาะจง บอกให้ออกไปไม่ใช่นิดหน่อยจากฝั่ง แต่จงถอยออกไปที่น้ำลึก หลายครั้งคนที่มาเชื่อพระเจ้าแล้วมักจะเชื่อระดับมหาชนเท่านั้น คือ หลายคนอาจเข้าไปในการประชุม เข้าได้รับพระคำของพระเจ้าที่ตรัสกับทุกๆ คน แต่เขาอาจไม่ได้ใช้เวลาเพื่อให้พระคำของพระเจ้าที่มาถึงนั้นได้ตกลงไปในจิตใจของเขา แล้วเขาก็หลงไปกับฝูงขนเหล่านั้นด้วย สำหรับเปโตรแล้ว เขาได้ยินสิ่งที่พระเยซูตรัสกับเขาอย่างเจาะจง ศิษยาภิบาลและผู้รับใข้ที่พระเจ้าจะใช้เพื่อการเจริญเติบโตของคริสตจักรได้นั้นจะต้องเป็นผู้ที่พระเยซูตรัสเจาะจงกับเขา หากคริสตจักรจะเติบโตภายใต้การนำของเขาได้ เขาจะต้องฟังพระสุรเสียงของพระเจ้าด้วยหูฝ่ายวิญญาณ เมื่อเราฟังพระสุรเสียงของพระเจ้าเราอาจเข้าใจบางอย่างผิดไปได้ เพราะว่าความคิดของเรามีผลต่อสิ่งที่เราได้ยิน บางครั้งสมาชิกฟังคำเทศนาจากศิษยาภิบาลอาจไม่ได้ยินสิ่งที่ศิษยาภิบาลพูด แต่ได้ยินสิ่งที่คิดว่าศิษยาภิบาลพูด เพราะความคิดของเขาเองมีผลต่อสิ่งที่เขาได้ยินเช่นเดียวกัน การตัดสินว่าเราเป็นคนล้มเหลวก็จะมีผลต่อการได้ยินพระสุรเสียงของพระองค์ เพราะถ้าเราคิดว่าเราเป็นคนล้มเหลว และเป็นประโยชน์อีกต่อไปเราจะได้ยินทุกอย่างบิดเบี้ยวไปได้

เราควรลืมทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับเรา ขอให้พระเจ้าตรัสกับเราและบอกพระองค์ว่า “พระองค์เจ้าข้า ผู้รับใช้ของพระองค์พร้อมที่จะฟังแล้ว” ในสถานการณ์ของเปโตรก็คล้ายกัน ในช่วงเวลาที่ล้มเหลวเป็นเวลาที่เนื้อหนังควบคุมเราได้ง่าย แต่เปโตรได้เป็นพระเยซูคริสต์ที่เป็นร่างกายจับต้องได้และได้ยินเสียงของพระองค์ด้วยหูฝ่ายธรรมชาตินั้น ..แล้วท่านเคยได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้าอย่างไรหรือไม่? บางคนอาจบอกกับเราว่าได้ยินเสียงจากพระเจ้า จะเป็นมิชชันนารีที่นั่นที่นี่..ให้เปิดคริสตจักรที่ภาคเหนือ..คนนั้นอาจไปหาศิษยาภิบาลบอกว่า “ได้ยินพระเจ้าตรัสให้ไปเปิดคริสตจักรที่ภาคเหนือ” คนหลายคนชอบอ้างว่า “พระเจ้าตรัสว่า...” หรือ “ได้ยินเสียงพระเจ้าบอกว่า..” ท่านได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้าได้อย่างไร? พระคัมภีร์ใหม่บอกว่า เราได้ยินเสียงของพระเจ้าได้วิธีต่าง ๆ แต่พระวจนะของพระเจ้ากล่าวว่า “นี่แน่ะ เรายืนเคาะอยู่ที่ประตู ถ้าผู้ใดได้ยินเสียงของเราและเปิดประตู เราจะเข้าไปหาผู้นั้น และจะรับประทานร่วมกับเขา และเขาจะรับประทานร่วมกับเรา” (วิวรณ์ 3:20) พระเยซูผู้ทรงพระชนม์อยู่และดำรงอยู่ในชีวิตเราทั้งหลายได้ตรัสว่า พระองค์เป็นประตูของแกะทั้งหลาย พระองค์เป็นผู้เลี้ยงที่ดี พระองค์รู้จักแกะของพระองค์และแกะของพระองค์ก็รู้จักพระองค์เช่นกัน (ยอห์น 10) เสียงที่เราได้ยินนั้นมาจากพระวิญญาณของพระเจ้าเอง ที่นำเราให้ไปในทิศทางที่พระเยซูต้องการให้ไป บางครั้งเป็นการรู้ในฝ่ายวิญญาณที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติชีวิตที่เดินกับพระเจ้า เป็นสัญชาตญาณที่อาจรู้ได้ในคนที่เต็มล้นด้วยพระวิญญาณ ซึ่งเมื่อพระเจ้าตรัส เขาจะรู้ได้โดยไม่มีข้อสงสัย บางครั้งพระเจ้าตรัสโดยการเปิดโอกาสให้เรา เช่นเมื่ออธิษฐานขอพระเจ้าให้ได้รับใช้พระเจ้าในที่บางแห่ง แล้วโอกาสนั้นเปิดออกแก่เรา เป็นเช่นนั้นเราก็ควรกล้าเดินก้าวต่อไปในงานของพระเจ้า และบางครั้งพระเจ้าบอกเราผ่านคำพยากรณ์ (กิจการ 13:2) พระเจ้าอาจตรัสกับเราเพื่อนำเราไปสู่ก้าวสำคัญในการรับใช้ เพื่อให้เรามั่นใจและก้าวออกไปยังที่ลึกเหมือนพระเยซูทรงเรียกเปโตรสู่งานรับใช้

วันนั้นเปโตรกำลังซักอวนอยู่ในขณะที่พระเยซูขอลงเรือ เมื่อสอนประชาชนเสร็จพระองค์บอกให้ถอยเรือไปอีกที่น้ำลึก หย่อนอวนลงน้ำ ถ้าเปโตรไม่เชื่อฟังพระเยซู เขาอาจตากอวนกลับบ้านไป และเขาก็คงไม่ได้ปลามากมายขนาดนั้นในครั้งนั้น บางคนในพระคัมภีร์อาจได้รับการทรงเรียกให้ทำงานมากหลายอย่าง เช่น พระเจ้าใช้โมเสสเป็นคนนำพระบัญญัติมาให้คนอิสราเอล ให้เป็นนักบริหาร แต่อาจไม่ได้ทำหน้าที่อภิบาลมากนัก โดยทั่วไปแล้วส่วนใหญ่โมเสสจึงถูกเรียกมาทำงานบริหารและเขียนกฎหมายระเบียบบัญญัติต่างๆ ดังปรากฏในหนังสือ 5 เล่มแรกของพันธสัญญาเดิม โมเสสทำหน้าที่แบ่งงานให้ทุกคนรับผิดชอบ คุมงานด้านต่างๆ มากมาย โยชูวาต้องรับผิดชอบแบ่งดินแดนให้คนแต่ละเผ่า และในฐานะที่เป็นนักรบก็ต้องเป็นผู้นำทัพ ในฐานะที่เป็นครูสอนพระวจนะก็ต้องสอนธรรมบัญญัติแก่คนอิสราเอล เช่นเดียวกัน ดาวิดเป็นนักรบ เป็นกษัตริย์ เป็นนักร้อง เป็นนักดนตรี คนเหล่านี้มีสติปัญญาทำงานพระเจ้าได้หลายด้าน ในพันธสัญญาใหม่นี้พระเยซูเป็นผู้เผยพระวจนะที่ยิ่งใหญ่ เป็นอาจารย์ที่มาจากสวรรค์ เป็นศิษยาภิบาลผู้เลี้ยงแกะที่อุทิศตัวให้ฝูงแกะ เป็นนักประกาศที่มีภาระใจต่อแผ่นดินของพระเจ้าเป็นนักอธิษฐานเผื่องานของพระเจ้าและเผื่อสาวกอีกด้วย เปาโลนั้นเป็นอัครทูตเป็นนักเทศน์ทำพันธกิจ ทำหมายสำคัญอัศจรรย์ เป็นอาจารย์สอนพระคัมภีร์ใหม่ขณะที่ไปเทศนาและตั้งคริสตจักรไม่ได้เพราะติดคุก คนเหล่านี้เป็นแบบอย่างของคนที่จะประสบความสำเร็จได้ก็ให้เราพิจารณาดูว่าเรามีของประทานอะไร มีตะลันต์มากน้อยแค่ไหน มี “อวน” กี่อันที่ใช้การได้และจงยอมให้พระเจ้าใช้โดยปล่อยอวนทั้งหมดลงทะเลเพื่อจับปลา คริสตจักรควรมีสายตากว้างไกลในการหาแหล่งปลา ในที่บางแห่งนั้นอาจมีคริสตจักรที่เน้นพระกิตติคุณเพื่อสังคม บางแห่งเน้นการประกาศนำวิญญาณ บางแห่งเน้นการวางมือรักษาโรค แต่พระเจ้าต้องการให้คริสตจักรทั้งถิ่นทุกแห่งแตะต้องคนทุกชั้นทุกประเภท เราต้องทอดอวนของเราเพื่อปลาที่เป็นชนชั้นสูง และชนชั้นกรรมาชีพ คนที่โลกยกย่องและเหยียดหยาม คนหนุ่มคนสาวในวันนี้ ในคริสตจักรควรมีไฟที่รุกเร้าภายในใจเสมอ เพื่อสามารถข่วยเหลือคนอีกมากมายในวันนี้ คริสตจักรควรออกไปเสาะหาแหล่งปลาในที่น้ำลึก ในที่ซึ่งโลกนี้ไม่สนใจ และคริตจักรส่วนใหญ่ยังไม่ได้เข้าไปทอดอวนมากนัก ในเมือใหญ่หลายล้านคนนั้น ยังมีคนในสังคมที่ถูกทอดทิ้งอีกมากทีเดียว โลกนี้มีคนป่วยมากมายทั้งเที่เป็นโสเภณีขายบริการ คนติดยา คนติดเอดส์ แต่เขายังไม่เคยพบอวนที่จะช้อนรับเขาเหล่านั้นให้พบกับพระกิตติคุณแห่งพระคุณและความรักของพระเจ้า..ท่านจะบอกหรือว่าท่านไม่มีอวน?...ท่านจะแกล้งทำเป็นไม่รู้ว่ามีปลาอยู่อีกหรือ..?

..ในเมื่อนี่คือพระสุรเสียงของพระเจ้าว่า “จงถอยออกไปที่น้ำลึก”



 

 

 

 

แบบสำรวจความคิดเห็น

คุณอยากเห็นอะไรมากที่สุดใน weloveworship.com
 

ส่วนของสมาชิก



บุคคลออนไลน์

เรามี 3 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
pslm 89 1.jpg