การอธิษฐานกับงานปรนนิบัติรับใช้ด้านการนมัสการ
| บทความการนมัสการ - เข้าใจการนมัสการ |
การอธิษฐานกับงานปรนนิบัติรับใช้ด้านการนมัสการ
เขียนโดย : อ.ประยุทธ สาริมาน |
ชีวิตของพระเยซูคริสต์ที่เกิดผลอย่างมากมายนั้น ส่วนหนึ่งมาจากการใช้ชีวิตส่วนตัวกับพระเจ้าในการอธิษฐาน ชีวิตที่อยู่ต่อหน้าผู้คนนั้นมาจากผลของชีวิตที่ใช้เวลากับพระเจ้าพระบิดาผู้ทรงอยู่เบื้องหลังการเกิดผลทั้งสิ้น
สาวกของพระเยซูคริสต์เคยขอให้พระองค์ทรงสอนให้พวกเขาอธิษฐาน อาจจะเป็นได้ที่พวกเขาเห็นพระองค์ทรงเกิดผลดีเสมอ และรู้ว่าที่เป็นเช่นนั้น คงมาจากการอธิษฐานนั่นเอง จึงทูลขอให้พระองค์ทรงสอนให้กับพวกเขาบ้าง น่าแปลกใจที่พวกเขาไม่ได้ขอให้พระองค์ทรงสอนเรื่องการวางมือรักษาโรค หรือทำการอัศจรรย์ต่าง ๆ และคงเป็นไปได้ที่เหล่าสาวกรู้ว่าการเกิดผลของพระองค์ในทุกด้านนั้น มาจากการอธิษฐานอย่างแน่นอน จึงได้ทูลขอการแบ่งปันเรื่องการอธิษฐาน
บางครั้งชีวิตของคนเราสามารถมองเห็นดอกกุหลาบที่สวยงามในสวน และยังส่งกลิ่นหอมชวนดมอีกด้วย แต่เรามองไม่เห็นถึงรากของกุหลาบอันเป็นเหตุให้ดอกกุหลาบดอกนั้นผลิดอกอกมาส่งกลิ่นหอมไปทั่วบริเวณ เมื่อพระเจ้าทำงานผ่านทางชีวิตของคนก็เช่นกัน พระองค์ทรงทำงานในชีวิตของเขา และจึงค่อย ๆ ผ่านทางชีวิตออกไปสู่การเกิดผลต่อไป
การนมัสการก็เช่นเดียวกัน เราจำเป็นต้องใช้เวลากับพระเจ้าตลอดทั้งสัปดาห์ นมัสการพระองค์ รักษาความสดใหม่ในความสัมพันธ์กับพระองค์ไว้เสมอ เติบโตฝ่ายวิญญาณกับพระเจ้าอย่างต่อเนื่องมีเสถียรภาพ การนำนมัสการของเราจะเกิดผลดีอย่างเฉียบคมได้ แต่สิ่งที่ควรระมัดระวังก็คือ อย่าหลงในตัวเองว่า เราเป็นผู้ที่มีความสามารถ มีประสบการณ์ที่จะช่วยให้เราประสบความสำเร็จในการนำนมัสการได้ หรือแม้แต่การซ้อม การต้องเตรียมตัวพร้อมมาอย่างดี อย่าลืมว่าการนำนมัสการเป็นงานปรนนิบัติฝ่ายวิญญาณ เนื้อหนังจะมีผลเป็นพลังฝายวิญญาณได้อย่างไร เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่สามารถทำให้เกิดพลังอำนาจในการเคลื่อนไหวฝ่ายวิญญาณได้เพราะว่าพระเจ้าทรงเป็นพระวิญญาณ ท่านจึงต้องปรนนิบัติพระเจ้าด้วยวิญญาณเช่นกัน ข้อนี้ผู้นำนมัสการไม่ควรลืมนะครับ
ทีมนมัสการควรเตรียมชีวิตในการอธิษฐานมาอย่างดีเยี่ยมก่อนการปรนนิบัติรับใช้ พระพรที่เกิดขึ้นในการรับใช้ด้านนี้มาจาก
1. การอธิษฐานอย่างเพียงพอ
2. ทุกคนตั้งใจถวายการปรนนิบัติเพื่อพระเจ้า มิใช่อวดความสามารของตนเอง
3. ตั้งใจจะทำให้เกิดผลอย่างดีเลิศ เพื่อที่ประชุมส่วนรวม
4. มีการวางแผน และการซ้อมมาเป็นอย่างดี
งานการนำนมัสการไม่อาจจะเกิดผลดีได้ และไม่เป็นพระพรฝ่ายวิญญาณ ต่อเมื่อ
1. การอธิษฐานที่น้อยเกินไป ก็จะเกิดผลน้อยตามมาด้วย
2. ทุกคนที่อยู่ทีมนมัสการต่างต้องการอวดความสามารถของตนเอง
3. มีเรื่องบาดหมางกัน ไม่เข้าใจในทีมนมัสการ
4. มีการซ้อมที่น้อยและไม่มีการเตรียมตัวมาก่อน
กษัตริย์ดาวิดทรงรู้ถึงผลของการเตรียมตัวก่อนการปรนนิบัติเป็นอย่างดี 1พศด.15:1 ดาวิดทรงสร้างพระราชวังของพระองค์ในนครดาวิด และพระองค์ทรงเตรียมที่ไว้สำหรับหีบของพระเจ้าและทรงตั้งเต็นท์ไว้ให้ ดังนั้น จึงจำเป็นต้องมีการเตรียมตัว เตรียมชีวิตมาเป็นอย่างดี ก่อนจะนำพวกเขาไปสู่ที่ประทับของพระเจ้า
การอธิษฐานกับงานด้านการนำนมัสการ
การอธิษฐานเป็นสิ่งหนึ่งที่เป็นองค์ประกอบสำคัญในการนำนมัสการ มารซาตานทราบดีถึงพละอำนาจในการนมัสการพระเจ้าและงานของมาร คือ การหยุดการนมัสการไม่ให้เกิดขึ้น หรือทำให้เกิดขึ้นน้อยที่สุด และวิธีก่อกวนที่สำคัญ คือ การรบกวนผู้นำนมัสการ เพราะถ้าผู้นำนมัสการถูกบั่นทอนเสียแล้ว คริสตจักรก็จะมิได้นมัสการอย่างจริงจัง เราเห็นภาพนี้จากพระคัมภีร์ ขณะที่ดาวิดกำลังเล่นดนตรีถวายซาอูลผู้ที่ถูกวิญญาณชั่วเข้าสิง ซาอูลพยายามหยุดยั้งดาวิดโดยการพุ่งหอกเข้าใส่หมายจะฆ่าดาวิดให้ตายหรือหมายจะหยุดการบรรเลงนั้นเสีย
1ซมอ.18:10 อยู่มาในวันรุ่งขึ้นวิญญาณชั่วจากพระเจ้าก็เข้าสิงซาอูล ซาอูลก็ทรงเพ้ออยู่ในวังของพระองค์ดาวิดก็กำลังดีดพิณอย่างที่เธอเคยดีดถวายทุกวันมาซาอูลทรงถือหอกอยู่
1ซมอ.16:23 อยู่มาเมื่อวิญญาณชั่วจากพระเจ้ามาสิงซาอูลเมื่อไร ดาวิดก็หยิบพิณใช้มือดีดถวายซาอูลก็ทรงชุ่มชื่นขึ้นและหายดี และวิญญาณชั่วก็พรากจากพระองค์ไป
1ซมอ.18:11 และซาอูลก็ทรงพุ่งหอก ด้วยนึกว่า "ข้าจะปักดาวิดให้ติดกับผนังเสีย" แต่ดาวิดก็หนีไปได้ถึงสองครั้ง
** ดังนั้น ผู้นำนมัสการจึงควรระมัดระวังชีวิตและเตรียมพร้อมด้วยการอธิษฐานอย่างเพียงพอในการนำนมัสการ **
1. ผู้นำนมัสการควรอธิษฐานเผื่อตนเอง การอธิษฐานขอการทรงชำระจากพระเจ้า
2พศด.5:11 และอยู่มาเมื่อปุโรหิตออกมาจากวิสุทธิสถาน (เพราะปุโรหิตทั้งปวงผู้อยู่ที่นั่นได้ชำระตนให้บริสุทธิ์แล้วและไม่คำนึงถึงเวร
2พศด.29:15 เขาทั้งหลายรวบรวมพี่น้องของเขาและชำระตนให้บริสุทธิ์ และเข้าไปตามที่พระราชาได้ทรงบัญชาโดยพระวจนะของพระเจ้า ให้ชำระพระนิเวศของพระเจ้าให้บริสุทธิ์
นหม.12:30 บรรดาปุโรหิตและคนเลวีได้ชำระตนให้บริสุทธิ์ และเขาทั้งหลายได้ชำระประชาชน และประตูเมืองกับกำแพงให้บริสุทธิ์
ทุกคนที่เกี่ยวข้องกับการนมัสการต้องชำระตัว 1ยน.1:9 ถ้าเราสารภาพบาปของเรา มิใช่เพียงคิดว่า เราผิดเราบาปหรือเปล่า แต่เราต้องพูดออกมาอธิษฐานออกมา ขอการชำระและขอการยกโทษ ทุกเรื่องที่เรารู้สิกผิดให้เราพูดออกมาทั้งหมดขอพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงสำแดงให้เราเห็นตัวเรา เพื่อจะได้รับการชำระให้สะอาดทั้งสิ้นในทุกเรื่องทุกกรณี จงแน่ใจว่าพระโลหิตของพระเยซูนั้นสามารถชำระบาปและการอธรรมของเราได้ทั้งสิ้น พระองค์ทรงเป็นสบู่ฝ่ายวิญญาณของเรา
2. การอธิษฐานให้เรามีเสรีภาพ
การนำนมัสการนั้นเพื่อปรนนิบัติรับใช้อย่างปลอดโปร่ง ถ้าเรารู้สึกเครียดก่อนการนำนมัสการ จะทำให้เราถูกผูกมัดต่อหน้าที่ประชุม และถ้าเราถูกผูกมัด ที่ประชุมก็จะถูกผูกมัดเช่นกัน เราเป็นเช่นไรที่ประชุมก็เป็นเช่นนั้น ดังนั้น จงรับการปลดปล่อยเสียก่อนในทุกกรณี ถ่อมใจต่อพระเจ้ายอมจำนนต่อพระเจ้าในทุกกรณี ขอบคุณพระเจ้าทุกกรณีอย่าลืมว่าพระวิญญาณของพระเจ้าอยู่ที่ใด ที่นั่นมีเสรีภาพ ถ้าพระ-วิญญาณพระเจ้าครองครองชีวิตเรา เราก็มีเสรีภาพด้วย
3. อธิษฐานในสิ่งที่เราคาดหวังอยากจะให้เกิดขึ้น
“ ท่านไม่ได้รับ เพราะท่านไม่ได้ขอ” ยก.4:2 ท่านทั้งหลายอยากได้ แต่ไม่ได้ ท่านก็ฆ่ากัน ท่านโลภแต่ไม่ได้ ท่านก็ทะเลาะและทำสงครามกัน ท่านไม่มีเพราะท่านไม่ได้ขอ
การขอเป็นการคาดหวัง ถ้าเรามิได้คาดหวังสิ่งใดเลย พระเจ้าก็ไม่สามารถทำตามสิ่งใดได้เลย เพราะเราก็จะไม่ได้ขอสิ่งใดเช่นกัน ในการที่เราจะนำที่ประชุมไปในหนทางใดก็ตาม เราเองจะต้องมีประสบการณ์ในทางนั้นเสียก่อน เราไม่สามารถนำผู้ใดไปในที่แห่งใดได้ ถ้าเราไม่เคยไปในที่แห่งนั้นมาก่อน จงจำไว้ว่า เราไม่สามารถทำให้ที่ประชุมไปไกลกว่าที่เราไปได้ ดังนั้น จงรับประสบการณ์กับพระเจ้าในสิ่งที่เราจะนำนมัสการในแต่ละครั้งเสียก่อน ถ้าเรายังนำตนเองไม่ได้ เราจะนำที่ประชุมได้อย่างไร จงนมัสการพระเจ้าตามบทเพลงที่เราเตรียมไว้ ก่อนที่จะไปนำที่ประชุม สังเกตการเคลื่อนไหวของพระวิญญาณ แก้ไขสิ่งที่สะดุด เปลี่ยนแปลงหากมีการติดขัดในช่วงใด และอธิษฐานขอให้ทุกสิ่งที่เราได้เตรียมนี้เกิดขึ้นในที่ประชุม สำหรับผู้เขียนเอง ถ้าเป็นได้อยากจะให้พระเจ้าเคลื่อนไหวและสำแดงมากกว่าขณะที่เตรียมไว้ทุกครั้ง
4. อธิษฐานให้การนมัสการมีพลังมีอำนาจ
มีฤทธานุภาพของพระเจ้า อฟ.6:10 “สุดท้ายนี้ขอท่านจงมีกำลังขึ้นในองค์พระผู้เป็นเจ้า และในฤทธิ์เดชอันมหันต์ของพระองค์” การเตรียมการนมัสการ หากเรารู้สึกว่าเราเตรียมดีแล้ว ครบถ้วน พร้อมแล้วทุกสิ่ง ไม่มีจุดอ่อนใด ๆ ความรู้สึกเช่นนี้จะเป็นอันตรายร้ายแรง เพราะจะเป็นการพึ่งพาตนเองและไว้ใจตนเองมากกว่าพระเจ้า เราไม่สามารถทำลายมารซาตานด้วยความสามารถของเราเอง เป็นสิ่งที่ถูกต้องที่เราต้องพัฒนาทักษะเตรียมตัวให้พร้อม แต่พระเจ้ามักจะใช้ความอ่อนแอ และจุดอ่อนของเราในการต่อสู้มารซาตาน พระเจ้าจะไม่ใช้ความสามารถหรือจุดแข็ง เก่งกาจของเรา จงจำไว้ว่า มารซาตานนั้นเป็นวิญญาณ การต่อสู้กับมารต้องต่อสู้ด้วยฝ่ายวิญญาณเช่นกัน และพระเจ้าทรงเป็นผู้เตรียมศาสตราวุธให้เราเรียบร้อยแล้ว เป็นศาสตราวุธฝ่ายวิญญาณของเราในการต่อสู้มาร
5. การอธิษฐานสำหรับที่ประชุมนมัสการ
“จงต่อสู้อย่างเต็มกำลังความเชื่อ” ( 1 ทธ. 6:12 จงต่อสู้อย่างเต็มกำลังความเชื่อ จงยึดชีวิตนิรันดร์ไว้ซึ่งพระเจ้าทรงเรียกให้ท่านรับ ในเมื่อท่านได้รับเชื่ออย่างดีต่อหน้าพยานหลายคน)คริสเตียนส่วนใหญ่มักจะอธิษฐานเผื่อสิ่งต่างๆ เสมอ ก่อนที่สิ่งเหล่านั้นจะเกิดขึ้น หากแต่ไม่คอยได้นำหลักการนี้มาใช้นมัสการในแต่ละสัปดาห์ การนมัสการของเรานั้นแท้จริงเราก็คาดหวังไม่ได้เลยว่าอะไรจะเกิดขึ้น มันไกลกว่าที่เราจะคาดคิดได้ เนื่องจากมารมักจะเข้ามามีส่วนอยู่เสมอ มธ.4:10 พระเยซูจึงตรัสตอบว่า "อ้ายซาตาน จงไปเสียให้พ้น เพราะพระคัมภีร์มีเขียนไว้ว่า จงกราบนมัสการพระองค์ผู้เป็นพระเจ้าของท่าน และปรนนิบัติพระองค์แต่ผู้เดียว ยก.4:7 เหตุฉะนั้นท่านทั้งหลายจงน้อมใจยอมฟังพระเจ้า จงต่อสู้กับมารและมันจะหนีท่านไป มันสามารถไปที่ใดก็ได้ แม้ท่ามกลางบรรยากาศนมัสการของเรา มันพยายามที่จะสร้างปัญหาในระหว่างบรรยากาศการนมัสการ เมื่อผู้คนในที่ประชุมได้รับการแตะต้องจากพระเจ้า เช่น ทำให้เกิดความสงสัย หรือบางครั้งก็ทำให้เกิดการขัดขวาง การต่อต้านในความคิดหรือความรู้สึก ทำให้ไม่สามารถจะนมัสการพระเจ้าได้ หรือไม่ก็เข้ามารบกวนด้วยประการต่าง ๆ ซึ่งมันไม่เคยพลาดในสิ่งเหล่านี้เลย
ถ้าการอธิษฐานของเราเป็นเพียงพิธีที่ทำเป็นกิจวัตร เราก็ไม่น่าแปลกใจที่เราจะไม่เคยพบประสบการณ์การปลดปล่อยจากพระเจ้า ดังนั้น การอธิษฐานของเราต้องการความกระตือรือร้น เหมือนกับถังดับเพลิงที่พุ่งอย่างรุนแรง อย่าให้เป็นเหมือนกับปืนฉีดน้ำที่ไม่สามารถจะดับไฟกองโตได้ จงอธิษฐานขอให้พระเจ้าทรงเคลื่อนไหวท่ามกลางบรรยากาศของการนมัสการด้วยการเจิมจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ ชัยชนะนั้นจำเป็นต้องเกิดขึ้นก่อนการประชุม มันค่อนข้างจะสายเกินไป ถ้าสิ่งนี้เกิดขึ้นในระหว่างการประชุมนมัสการ หมายความว่า เราควรอธิษฐานอย่างหนักก่อนการนมัสการ อย่างไรก็ตาม จงจำไว้ว่า เมื่อเราเข้ามาเฝ้าพระเจ้านั้น เราให้ความสำคัญกับพระเจ้าทั้งความคิดและความสนใจของเรามากที่สุด และสนใจมารน้อยที่สุด
จงให้ความสนใจกับ ที่ประชุมให้มากขณะอธิษฐาน จงอธิษฐานเผื่อพวกเขาให้มากกว่าอธิษฐานเผื่อตัวเอง อย่าวิตกกังวลว่าที่ประชุมจะชอบเพลงที่เราเลือกหรือไม่ จงอธิษฐานให้ที่ประชุมรับการปลดปล่อยจากพระเจ้าดีกว่า เพราะแต่ละคนมาโบสถ์ด้วยความคิดที่แตกต่างกันไป บางคนมาเพื่อจะสนทนากับเพื่อนพี่น้อง บางคนมาเพื่อจะสนทนาเรื่องละครทีวีที่เพิ่งดูมาเมื่อคืน ดังนั้น ขณะที่อธิษฐานควรจะขอให้พระเจ้าช่วยเข้าไปจัดการเอาโคลนชีวิตออกจากเขา ก่อนที่เขาจะเข้านมัสการพระเจ้า และให้พระเจ้าทรงสร้างสิ่งใหม่ที่ดีกว่าให้กับเขาแทนสิ่งเก่าที่ติดค้างในใจ จงอธิษฐานให้ใจของเขาได้รับการสัมผัสจากพระเจ้า ให้ใจเขาเปิดออก เพื่อพระเจ้าจะเคลื่อนเข้าไปในใจเขา จงอธิษฐานให้ใจเขาหิวกระหายพระเจ้า และให้เขาได้รับอย่างอิ่มบริบูรณ์ จงอธิษฐานเผื่อใจที่ชอกช้ำ ให้เขาได้รับการสัมผัสพระเจ้าว่า พระองค์ไม่ทรงลืมหรือทอดทิ้งเขา เหมือนอย่างไม้อ้อที่ช้ำแล้วพระองค์ก็ไม่ทรงหัก และอธิษฐานเผื่อใจที่ขาดสัมพันธภาพกับพระเจ้าให้รับความแปลบปลาบใจ จงอธิษฐานเผื่อคนที่รักและปรารถนาพระเจ้าอยู่แล้ว ให้เขานั้นได้ดื่มด่ำลึกซึ้งมากขึ้นกับพระองค์ และให้ใจเขาได้รับการเติมเต็มจากความรักของพระเจ้า อธิษฐานเผื่อใจขมขื่นให้ได้รับการล้างชำระอย่างสะอาดจากพระเจ้า และรับใจใหม่ และอธิษฐานสำหรับคนที่มีใจว่างเปล่า ให้รับการเติมเต็มบริบูรณ์จากพระเจ้าเช่นกัน
สำหรับผมเอง ผมอธิษฐานเสมอทุกครั้งว่า เมื่อผมนำนมัสการ ขอให้เพลงทุกเพลงที่ผมใช้นมัสการนั้นจะสัมผัสลึกๆ ในใจของที่ประชุม ขอให้เพลงเหล่านั้นเป็นจริงในชีวิตของพวกเขา เมื่อผมใช้เพลง “ฉันจะร้องเพลงถึงความรักของพระเจ้า” ผมอธิษฐานว่า “ขอพระเจ้าทรงโปรดเคลื่อนไหวในใจของพวกเขาให้เขาสามารถเทความปรารถนาออกมาได้อย่างนั้นจริงๆ หรือเมื่อผมใช้เพลง “ในพระนามพระ-เยซู” ผมอธิษฐานว่า ขอพระเจ้าทรงโปรดประทานความศักดิ์สิทธิ์แห่งพระนามของพระองค์ในเวลานั้น ขอพระเจ้าเคลื่อนไหวให้มีชัยชนะในใจของคน อย่างเพลงที่พวกเขาได้ร้องออกมา
อีกประการหนึ่งที่ผู้นำนมัสการควรอธิษฐานขออย่างยิ่งคือ ขอพระเจ้าทรงเปิดใจของคนที่มาในที่ประชุมเป็นครั้งแรก เพราะพวกเขาอาจจะตื่นกลัวหรือระมัดระวังตนเองมาก จนขาดใจที่สามารถสัมผัสพระเจ้าได้ จงอธิษฐานขอให้พระเจ้าทรงประทานพระคุณกับคนเหล่านั้น ให้เขาได้เห็นพระเจ้า และได้ยินเสียงของพระองค์ ให้เขานั้นได้รับการแตะต้องสัมผัสความรักที่มาจากพระเจ้า
ครั้งหนึ่งในการประชุมนมัสการปกติวันอาทิตย์ ผมมีโอกาสได้เชิญนักดนตรีท่านหนึ่งมาคริสตจักร ซึ่งเป็นการมาครั้งแรกของเขาจริง ๆ และได้มีโอกาสอยู่ในบรรยากาศเช่นนี้ ผมได้อธิษฐานเผื่อเขาอย่างเฉพาะเจาะจง พี่น้องในทีมนมัสการของผมก็ได้ร่วมใจกับผมอธิษฐานเผื่อเขาด้วย ผมพบว่าเพื่อนของผมมีความสงบอย่างประหลาด ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้ เขามีคำถามในเชิงขัดแย้งมากมาย และเขาเป็นคนหนึ่งที่ไม่สนใจเอาเสียเลย ในบรรยากาศนมัสการ ผมเฝ้าสังเกตอากัปกริยาของเขาตลอดเวลา ผมดีใจมากที่เห็นเขาปิดตาลง ให้ความเคารพต่อสถานที่และพระเจ้าที่อยู่ท่ามกลางการนมัสการนั้น และในตอนท้ายของการประชุม เขาก็ตัดสินใจต้อนรับพระเยซูคริสต์เข้ามาในชีวิตเขา ปัจจุบันเขายังเดินติดตามพระเจ้าเป็นอย่างดี
ผู้นำนมัสการและนักร้องนักดนตรีควรใช้เวลาด้วยกันมาก ๆ ในการอธิษฐานเผื่อสำหรับที่ประชุมนมัสการ เพราะเป็นเหมือนที่ที่เราจะทำงานด้วย เป็นงานที่เราจะประเมินผล เมื่อเราประเมินผลการนมัสการนั้น ไม่ได้ดูที่การเล่นดนตรีว่าดีหรือไม่ หากแต่วัดว่าที่ประชุมนั้นเป็นไปอย่างไร ในการปรนนิบัติของเรา เราจึงต้องให้ความสนใจกับที่ประชุม อธิษฐานเผื่อที่ประชุมให้มากๆ
6. อธิษฐานเผื่อสถานที่
ผู้นำนมัสการนอกจากจะต้องอธิษฐานเผื่อตนเอง อธิษฐานเผื่อที่ประชุม ผู้นำนมัสการควรอธิษฐานเผื่อสถานที่เพื่อที่จะใช้การนมัสการด้วย 2พศด.29:5 และตรัสกับเขาว่า “คนเลวีเอ๋ย ขอฟังเรา จงชำระตัวให้บริสุทธิ์ และชำระพระนิเวศน์ของพระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่งบรรพบุรุษของท่านให้บริสุทธิ์ และชำระพระนิเวศน์ของพระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่งบรรพบุรุษของท่านให้บริสุทธิ์ และขนสิ่งสกปรกออกเสียจากสถานบริสุทธิ์ “เราพบว่านี่เป็นคำพูดของกษัตริย์เฮเซคียาห์ เมื่อพระองค์ทรงปรารถนาจะฟื้นฟูพระนิเวศของพระเจ้า พระองค์ทรงตรัสสั่งให้คนเลวีจัดเตรียมชีวิตของพวกเขา และจัดเตรียมสถานที่สำหรับจัดการนมัสการด้วย
สถานที่เป็นสิ่งที่เราต้องใช้เมื่อเรานมัสการ ใน กิจการ 2:2 ในทันใดนั้นมีเสียงมาจากฟ้าเหมือนเสียงพายุกล้าสั่นก้องทั่วตึกที่เขานั่งอยู่นั้น เราพบว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์ก็ทรงเสด็จลงมาเหนือห้องประชุมนั้นทำให้เกิดการสั่นสะเทือนชั้นในห้องที่สาวกประชุมกันอยู่ ซาตานก็อาจจะทำอย่างนั้นด้วยได้เหมือนกัน หากแต่เป็นลักษณะตรงกันข้าม โดยก่อให้เกิดการรบกวนต่าง ๆ ชักนำบรรยากาศที่ปราศจากความสงบ เต็มไปด้วยความวุ่นวาย เครียด เป็นพิธีรีตอง ไม่มีบรรยากาศนมัสการ การนมัสการขาดความชื่นชมยินดี แต่ควรอธิษฐานให้เป็นการนมัสการด้วยจิตวิญญาณและความจริง
นอกจากนี้เราควรอธิษฐานเผื่ออุปกรณ์ เครื่องอำนวยความสะดวกต่าง ๆ เช่น กระแสไฟฟ้า เก้าอี้ เวที เครื่องเสียง เครื่องดนตรี เพราะซาตานอาจจะใช้สิ่งเหล่านี้รบกวนบรรยากาศ ทำให้เกิดการสะดุด ขลุกขลัก ขาดความมีระเบียบ รบกวนบรรยากาศนมัสการได้ ให้เราอธิษฐานขอพระเจ้าทรงโปรดควบคุมทรงโปรดเจิม ให้เป็นสิ่งที่จะช่วยสร้างบรรยากาศการนมัสการ เราควรเรียนรู้ที่จะแยกและรอบคอบถึงสิ่งต่างๆ ว่า สิ่งไหนมารมันอาจจะใช้เป็นเครื่องมือรบกวนการนำนมัสการของเราได้
7. อธิษฐานสำหรับทิศทางและการดลใจของพระวิญญาณบริสุทธิ์
ผู้นำนมัสการควรรู้ว่า พระเจ้าเท่านั้นที่รู้ว่าการนมัสการที่กำลังจะเกิดขึ้นจะเป็นอย่างไร อะไรจะเกิดขึ้นบ้าง เราจำเป็นจะต้องแสวงหาน้ำพระทัยของพระเจ้าในการนมัสการนั้น ๆ ว่า พระองค์ประสงค์อะไร อฟ. 5:17 เหตุฉะนั้นอย่าเป็นคนโง่เขลา แต่จงเข้าใจน้ำพระทัยขององค์พระผู้เป็นเจ้าว่าเป็นอย่างไร
การเตรียมการนำนมัสการควรจะใช้เวลาในการเตรียมมากเทียบเท่ากับการเตรียมคำเทศนา แท้จริงผู้นำนมัสการก็เป็นเหมือนผู้เทศนา ที่จำเป็นจะต้องแสวงหาพระเจ้าถึงทิศทาง และน้ำพระทัยของพระองค์สำหรับประชากรของพระเจ้า ที่พระองค์ปรารถนาจะทำงานผ่านชีวิตของเรา พระเจ้าไม่ประสงค์ให้เราคาดเดาเอาเอง แต่ประสงค์ให้เราทราบโดยการแสวงหา ใช้เวลาแสวงหา อย่าพยายามผูกมัด จำกัดพระวิญญาณบริสุทธิ์ด้วยความเข้าใจผิด ด้วยการไม่แสวงหาน้ำพระทัยของพระองค์ก่อน จงรู้เถิดว่า ที่คุณกำลังจะไปทำนมัสการนั้น เป็นที่ประชุมของพระเจ้า
ในระหว่างการแสวงหาน้ำพระทัยพระเจ้า จงใช้เวลาอธิษฐาน และเฝ้ารอคอยจนได้ยินเสียงชัดเจนสำหรับที่ประชุมแต่ละแห่ง สำหรับการนำนมัสการแต่ละครั้ง สำหรับทิศทาง สำหรับสิ่งพิเศษที่เฉพาะเจาะจง เป็นเหมือนกับพ่อครัวที่ปรุงอาหารย่อมจะต้องมีสูตรเพื่อ อาหารแต่ละชนิด พระเจ้าจะทรงเปิดเผยให้ทราบก่อนเวลานำนมัสการ สิ่งนี้ขึ้นอยู่กับการตระหนักความจริงของเรา และความรวดเร็วในการสัมผัสถึงการเคลื่อนไหวของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ซึ่งเราอาจพลาดไป เนื่องจากความเคยชินที่เรานำนมัสการบ่อยๆ จนเคยชิน เราในฐานะผู้นำนมัสการแต่ละครั้งไม่เหมือนกัน พระวิญญาณบริสุทธิ์จะทรงประทานน้ำพระทัยของพระเจ้าสำหรับเรา แต่ละการประชุมนั้น เราอาจจะสูญเสียความงดงามแห่งน้ำพระทัยของพระองค์ไป เนื่องจากความคุ้นเคยของเราในการนำนมัสการ ดังนั้นให้เราใช้เวลาเพื่อแสวงหาน้ำพระทัยของพระองค์อย่างจริงจัง จงสวมหัวใจที่ปรารถนาการเกิดผลเลิศไว้ในหัวใจอยู่เสมอ เพื่อพระเจ้า และเพื่องานปรนนิบัติของเรา สิ่งที่เราแสวงหาการสำแดง นอกจากบทเพลงต่าง ๆ ที่เราจะใช้แล้ว เราอาจแสวงหาสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ด้วย เช่น
7.1 ถ้อยคำที่ประกอบไปด้วยความรู้
เกี่ยวข้องกับคำพูดที่เต็มไปด้วยความเข้าใจถึงสภาพจิตใจ สภาพอารมณ์ ร่างกาย และจิตวิญญาณของที่ประชุม เป็นสิ่งที่เกินธรรมชาติที่เราจะรู้ได้ แต่พระเจ้าโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ จะทรงให้เราทราบความเป็นไปของที่ประชุมนั้น ๆ
7.2 ถ้อยคำที่ประกอบไปด้วยสติปัญญา
เกี่ยวข้องกับคำพูดเช่นเดียวกัน เป็นคำพูดที่ให้ทิศทาง เพื่อที่ประชุมจะก้าวไปถึงจุดหมายปลายทางของการนมัสการนั้น ๆ หรืออาจเป็นคำพูดหนุนใจสั้น ๆ หากแต่ตรงใจของที่ประชุมนั้น บางครั้งเป็นเหมือนการเปิดม่านบังตาออก ทำให้มองเห็นเป้าหมายชัดเจนขึ้น
7.3 ภาพ, นิมิตฝ่ายวิญญาณ
เป็นข่าวสาร เป็นภาพที่พระเจ้าทรงสำแดง เช่น สัญลักษณ์ ที่ให้ข้อมูลในสิ่งที่ทรงปิดบังไว้ การที่จะเข้าใจสิ่งเหล่านี้ได้ เราควรอธิษฐานขอให้สามารถเข้าใจความหมายของภาพนิมิตนั้น ๆ ได้อย่างถูกต้องด้วยเป็นการตีความ ความหมายของภาพนิมิตนั้น
7.4 เพลงบทใหม่
อาจเป็นบทเพลงสั้น ๆ ที่ผ่านริมฝีปากออกไป เป็นบทเพลงที่มาจากพระเจ้า นอกจากนี้แม้แต่ช่วงเวลาของการร้องเพลงบทใหม่ เราก็ควรอธิษฐานขอการทรงสำแดงจากพระองค์ ที่เราจะรู้ว่า เวลาใดที่เราควรร้องเพลงบทใหม่ การนมัสการที่สมบูรณ์แบบคือการนมัสการที่รวมถึงการปลดปล่อยความเชื่อออกไปในเพลงบทใหม่ ที่ออกมาจากจิตใจภายใน โดยที่ไม่เคยซ้อมบทเพลงนั้นมาก่อน เป็นถ้อยคำที่เทออกจากส่วนลึกภายใน สำแดงความจริง ความเชื่อ และความรู้สึกต่อพระเจ้า
7.5 ของประทานอื่น ๆ
เป็นการแสวงหาของประทานพระวิญญาณบริสุทธิ์ ในด้านอื่น ๆ เพื่อให้พระเจ้าทรงโปรดสำแดงต่อที่ประชุม เช่น ของประทานการพูดภาษาแปลก ๆ การแปลภาษาแปลกๆ การวางมือรักษาโรค ถ้อยคำที่ประกอบด้วยสติปัญญา และอื่น ๆ ในฐานะผู้นำนมัสการเราควรอธิษฐานขอให้พระเจ้าทรงสำแดงพระองค์ ผ่านการนมัสการของเราด้วยของประทานของพระองค์เหล่านี้ อย่างไรก็ดี ของประทานต่าง ๆ นี้ จำเป็นต้องถูกใช้ท่ามกลางที่ประชุมอย่างมีระเบียบ มีการควบคุมอย่างเหมาะสมโดยคณะผู้นำของคริสตจักร หรือ ผู้นำในการนมัสการนั้น เราไม่ควรหวาดกลัวต่อการทรงสำแดงด้วยของประทานพระวิญญาณบริสุทธิ์ แต่ควรคาดหวังจะให้เกิดขึ้นในท่ามกลางการประชุมนมัสการ พระเจ้าทรงโปรดสำแดงสิ่งเหล่านี้ด้วยทรงรักประชากรของพระองค์ เราจึงควรเปิดโอกาสให้พระเจ้าที่จะสำแดงพระทัยของพระองค์ในที่ประชุมนมัสการของเรา ด้วยการรอคอยของประทานพระวิญญาณบริสุทธิ์เหล่านี้
8. อธิษฐานร่วมกับนักร้อง นักดนตรี และผู้นำอื่น ๆ ก่อนการนมัสการ
ทีมนมัสการ นักร้อง นักดนตรี ผู้นำนมัสการ ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการนมัสการ รวมทั้งผู้นำทุกระดับที่ทำหน้าที่บนเวทีร่วมกัน ควรใช้เวลาสัก 25 - 30 นาที ก่อนการนมัสการ เพื่อแสวงหาพระเจ้า เตรียมชีวิตร่วมกัน นี่เป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับการนมัสการ เป็นการเตรียมจิตใจของผู้ปรนนิบัติ เป็นการใช้เวลากับพระวิญญาณบริสุทธิ์ เป็นการขอการชโลมจากพระเจ้าด้วยการเจิมในพระ-วิญญาณบริสุทธิ์ เต็มล้นด้วยการเจิมของพระเจ้า ในบรรยากาศอธิษฐานร่วมกันเช่นนี้ อาจเริ่มต้นด้วยการสรรเสริญพระเจ้าร่วมกัน นมัสการร่วมกัน ขอการชำระชีวิต ขอพระเจ้าทรงอภัยบาป ขอพระองค์ทรงฟื้นจิตใจขึ้นใหม่หากพบว่าจิตใจเยือกเย็น ขาดความชื่นชมยินดี นี่เป็นเวลาที่ดีที่สุดที่ผู้ปรนนิบัติทุกคนจะพบพระเจ้าก่อนที่จะนำพาที่ประชุมไปพบพระองค์ด้วย
ทุกคนที่ร่วมในการอธิษฐาน ควรแสวงหาพระเจ้าอย่างสุดใจ อธิษฐานอย่างกระตือรือร้น รวมพลังเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ร้องทูลต่อพระเจ้าอย่างสุดกำลัง ด้วยตระหนักในใจว่าผลดีของการปรนนิบัตินี้มาจากพระเจ้าเท่านั้น มิใช่ความสามารถ และเรี่ยวแรงของเราเอง ดังนั้นทุกคนควรใช้เวลาอธิษฐานในพระวิญญาณบริสุทธิ์อย่างจริงจัง ใช้เวลาร่วมกันจนจิตใจชุ่มฉ่ำไปด้วยความชื่นชมยินดีในพระเจ้า อธิษฐานจนรับการปลดปล่อย อธิษฐานจนมีอิสระในใจ แล้วจึงก้าวขึ้นเวทีด้วยความเชื่อ และการชโลมของพระองค์
ทุกคนในการปรนนิบัติอาจรวมไปถึงแผนกต้อนรับ แผนกสูจิบัติ แผนกถุงถวาย แผนกศีลมหาสนิท และอื่น ๆ ฯลฯ บางครั้งคริสตจักรอาจจัดตั้งทีมอธิษฐานขึ้นอย่างเจาะจง เพื่ออธิษฐานอย่างจริงจังในระหว่างการนมัสการ เพื่อขอการทรงปกป้องของพระเจ้า เพื่ออุดช่องโหว่ต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ และเพื่อพระเจ้าจะทรงประทานฤทธิ์ของพระองค์ผ่านการปรนนิบัติในทุกด้านของการนมัสการนั้น
การอธิษฐานเป็นเหมือนรถถังที่เข้าสู่สงครามประจัญบาน มันจำเป็นจะต้องใช้รถถังเป็นจำนวนหลาย ๆ คัน จึงจะสัมฤทธิ์ผลได้ดี เป็นการเปิดทางให้กับแนวรบอื่น ๆ ที่จะทำการรุกเข้าไปยังที่มั่นของศัตรู พระเยซูทรงสัญญาไว้ว่า “ สองสามคนอยู่ที่ไหน ในนามของเรา “ พระองค์จะทรงสถิตอยู่ด้วย ดังนั้นในการอธิษฐาน เราไม่ควรอธิษฐานคนเดียว แต่ควรทำกันเป็นทีม ชักชวนกันรวมพลังให้เป็นดังกองทัพโจมตีร่วมกัน ยิ่งถ้าอธิษฐานเข้าสู่เป้าหมายร่วมกัน ขอให้เราตระหนักความจริงว่า นี่เป็นสงครามฝ่ายวิญญาณ ที่เป็นจริงที่แตะต้องได้ด้วยฝ่ายวิญญาณ แท้จริงเราไม่เคยขาดคำพยานในเรื่องนี้เลย และหลายครั้งที่เราไม่เกิดผลเท่าที่ควรก็เพราะ เราล้มเหลวในการเตรียมการนมัสการด้วยการอธิษฐานอย่างไม่เพียงพอนั่นเอง
| < ย้อนกลับ | ถัดไป > |
|---|


