พุธ, 08 ก.ย. 2010
You are here: Home บทความ เข้าใจการนมัสการ การนมัสการ : การกระตุ้นเร้าจิตสำนึกโดยความบริสุทธิ์ของพระเจ้า
การนมัสการ : การกระตุ้นเร้าจิตสำนึกโดยความบริสุทธิ์ของพระเจ้า PDF พิมพ์ อีเมล
บทความการนมัสการ - เข้าใจการนมัสการ

การนมัสการ : การกระตุ้นเร้าจิตสำนึก

โดยความบริสุทธิ์ของพระเจ้า



ข้าพเจ้ายังจำได้ถึงคำเทศนาที่ข้าพเจ้าได้ยินในวัยเด็ก ศิษยาภิบาลได้บรรยายข้อพระคัมภีร์หลายตอน และได้เน้นประเด็นของเขาโดยการเล่าถึงสุภาษิตของชาวอินเดียว่า “จิตสำนึกนั้นคล้ายกันกับก้อนหินรูปสามเหลี่ยมที่อยู่ภายในใจของมนุษย์ ยิ่งมนุษย์ต่อสู้กับจิตสำนึกของเขามากเท่าไร มุมของก้อนหินก็ยิ่งสึกกร่อนลงมากเท่านั้น”  และศิษยาภิบาลก็อธิบายต่อไปว่า ในที่สุดหากเราทำลายจิตสำนึกเราต่อไปเรื่อยๆ  แล้ว มันก็
จะไม่มีผลต่อชีวิตของเราอีกต่อไป


ข้าพเจ้าค้นพบจากทั้งประสบการณ์ของข้าพเจ้าและการศึกษาพระวจนะพระเจ้าว่า สิ่งนี้เป็นสิ่งที่จริงแท้  และข้าพเจ้าก็ยังค้นพบอีกว่า  การตระหนักถึงความบริสุทธิ์ของพระเจ้าจะลับเหลี่ยมมุมของก้อนหินให้มีเหลี่ยมคมมากขึ้น


ผู้เผยพระวจนะอิสยาห์ซึ่งเป็นคนของพระเจ้า เป็นคนที่มีชีวิตบริสุทธิ์ในยุคสมัยของท่าน หากคุณได้ศึกษาชีวิตและคำพูดของท่าน  คุณจะพบว่าสิ่งที่กล่าวนั้นเป็นความจริง  อย่างไรก็ตาม  วันหนึ่งอิสยาห์ได้เข้าไปสู่สถานที่ที่บริสุทธิ์ของพระเจ้า ทันใดนั้นท่านก็กลายเป็นคนที่รู้สึกตัวถึงความไม่บริสุทธิ์ของตนเอง  อสย.6:1-5


โปรดเข้าใจว่าอิสยาห์นั้นเป็นคนที่ชอบธรรม ท่านไม่ได้มีส่วนในกลุ่มจลาจล   ไม่ได้ปล้นธนาคาร  ไม่ได้เข้าไปมีส่วนในธุรกิจภาพลามกอนาจาร  ไม่ได้นมัสการพระเจ้าเทียมเท็จ แต่ท่านเป็นคนที่รักพระเจ้า แต่ทว่า การเผชิญหน้าต่อความบริสุทธิ์ของพระเจ้า  ทำให้ท่านรู้สึกถึงความบาปของตนเองขึ้นมาทันที  ทำให้ท่านกล่าวออกมาว่า  “วิบัติแก่ข้าพเจ้า  เพราะข้าพเจ้าพินาศแล้ว ! ”


ตลอดพระคัมภีร์ผู้เผยพระวจนะใช้คำใดคำหนึ่งในคำสองคำนี้ในการเริ่มต้นเผยพระวจนะเสมอคือ “ความสุข” หรือ “วิบัติ”     หากผู้เผยพระวจนะกำลังกล่าวยืนยันถึงพระวจนะจากพระเจ้า ก็จะเริ่มต้นด้วยการอวยพรแก่ผู้ฟัง  โดยใช้คำว่า “ความสุข”  อย่างไรก็ตาม หากใช้คำที่แข็งกระด้าง, กำลังตำหนิผู้ฟัง ก็จะเริ่มต้นด้วยคำว่า “วิบัติ”  โปรดตระหนักว่าสิ่งนี้ไม่ใช่คำพูดที่ไพเราะน่ารัก แต่จะตามมาด้วยประโยคที่เป็นแง่ลบ มันเป็นคำที่ให้ความหมายถึงการแช่งสาป (ซึ่งตรงข้ามกับพระพร)  สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ร้ายแรง และอิสยาห์ใช้คำนี้กับตัวท่านเอง “วิบัติแก่ข้าพเจ้า” ท่านได้กล่าวต่อไปอีกว่า “ข้าพเจ้าพินาศแล้ว”  พระคัมภีร์ฉบับภาษาอังกฤษหลายฉบับ  กล่าวสิ่งที่มีลักษณะคล้าย ๆ กันว่า  “ความหายนะของข้าพเจ้าเกิดขึ้นแล้ว”  หรือ  “ข้าพเจ้าไม่สมบูรณ์”  หรือ “ข้าพเจ้าสูญสิ้นแล้ว” สิ่งนี้ไม่ใช่การเล่นเกมส์ของอิสยาห์ เมื่อท่านได้พบพระเจ้า ท่านตระหนักถึงความบาปของตนเองอีกครั้ง  มากกว่านั้นท่านยังแน่ใจด้วยว่าพระเจ้าอาจทำลายท่าน  เมื่อเราเข้าสู่ความบริสุทธิ์ของพระเจ้าแล้ว จิตสำนึกของเราถูกกระตุ้นเร้า  ทำให้มีชีวิตขึ้น


หลายปีผ่านมาแล้ว  ข้าพเจ้าได้อ่านหนังสือของ จัดสัน คอนวอล ซึ่งได้กล่าวถึงหัวข้อเดียวกันนี้  เขาได้พูดถึงว่า ขณะที่เขากำลังทานอาหารกลางวันในร้านอาหารที่มีไฟสลัว ๆ และมีบรรยากาศดีอยู่นั้น เขาทำซอสหกเลอะใส่เนคไทของตนเอง  จึงเช็ดเนคไทด้วยผ้าเช็ดปากชุบน้ำหมาด ๆ จากแก้วน้ำของเขา  เขาคิดว่าได้เช็ดรอยเปื้อนนั้นออกจากเนคไทจนสะอาดดีแล้ว  แต่เมื่อเขาอยู่ในล็อบบี้ที่มีแสงสว่างมากขึ้น  เขาตระหนักว่าเขาไม่ได้ลบรอยเปื้อนนั้นออกไปได้อย่างหมดจด  เขาจึงเข้าไปในห้องน้ำและเช็ดรอยเปื้อนนั้นอีกหน่อย   ความมั่นใจที่เขาคิดว่าเขาได้ลบรอยเปื้อนออกหมดจดแล้วในร้านอาหาร แต่กลับกลายเป็นว่าเมื่อเขาออกมาข้างนอกที่มีแสงสว่างของตอนกลางวัน เขาจึงเห็นว่ารอยเปื้อนนั้นยังคงอยู่  ในความเป็นจริงแล้วรอยเปื้อนนั้นยังคงเปื้อนอยู่อย่างนั้นตลอดเวลา และมันยิ่งทำให้เห็นชัดเจนยิ่งขึ้นเมื่อมีแสงสว่างเพิ่มขึ้น


ดร.คอนวอล ได้อธิบายต่อไปว่า  สิ่งนี้สามารถเกิดขึ้นได้กับเราเช่นกันเมื่อเราเข้าพบพระเจ้า เมื่อเราเข้าสัมผัสถึงความบริสุทธิ์ของพระเจ้า เราตระหนักเช่นเดียวกับอิสยาห์ว่า เราเป็นคนบาป  ยิ่งเราตระหนักถึงความบริสุทธิ์ของพระองค์มากเท่าไร เรายิ่งรู้สึกถึงความผิดบาปของเรามากเท่านั้น  จิตสำนึกของเราถูกกระตุ้นเร้าโดยความบริสุทธิ์ของพระเจ้า


นักปฏิรูปผู้ยิ่งใหญ่ มาร์ติน ลูเธอร์ มีลักษณะชีวิตที่น่าสนใจอีกคนหนึ่ง เขาเข้าสู่การรับใช้เพราะว่าเขากลัวว่า หากเขาไม่รับใช้พระเจ้า พระองค์อาจฆ่าเขาได้  ก่อนเข้าสู่ชีวิตนักบวช  เขาโดดเด่นอยู่ในโรงเรียนสอนกฎหมาย เขาแสดงให้เห็นว่าเขาสามารถเป็นเศรษฐีพันล้านก่อนที่จะมาเป็นนักบวชได้ แท้จริงเขาได้สัญญากับพ่อว่าจะเป็นนักกฎหมาย  แต่เขาตัดสินใจเข้าสู่การรับใช้พระเจ้า  ซึ่งพ่อของเขาโมโหอย่างมากและต่อต้านการที่หนุ่มลูเธอร์ได้เข้าสู่ชีวิตนักบวช  และศึกษาอย่างหนัก  และสัตย์ซื่ออย่างจริงจัง


ในที่สุดวันที่เขาจะทำพิธีมิสซาครั้งแรกของเขาก็มาถึง เขาเตรียมคำเทศนาอย่างระมัดระวังเป็นพิเศษ เขาได้เข้าพิธีมิสซาครั้งแล้วครั้งเล่า  จนเขารู้ทุกคำคนที่เขาต้องกล่าว เขารู้ทุก ๆ ส่วนทั้งก่อนและหลังว่าจะกล่าวอย่างไร  เขาเตรียมพร้อมเสมอ  อย่างไรก็ตามเมื่อถึงเวลาสำหรับพิธีมหาสนิทเขานิ่งเงียบ โดยไม่รู้ว่าจะกล่าวอย่างไร  อะไรเกิดขึ้นกับเขา ตลอดการศึกษาในโบสถ์นิกายหนึ่ง ลูเธอร์ได้รับการสอนว่าขนมปังและน้ำองุ่นนั้นจะกลายเป็นเลือดและเนื้อของพระเยซูคริสต์จริง ๆ ประโยคที่ใช้นั้นเรียกว่า “การแปรสภาพอย่างแท้จริง” คือ ขนมปังและน้ำองุ่นได้แปรเปลี่ยนเป็นเนื้อและเลือดของพระเยซูจริง ๆ  ไม่ว่าคุณจะเห็นด้วยหรือไม่ก็ตามกับคำสอนนี้ สำหรับมาร์ติน ลูเธอร์สิ่งที่เขาถืออยู่ในมือเป็นพระกายของพระเยซูคริสต์จริง ๆ  เขารู้สึกทันทีว่าเขามีความบาปอย่างมหันต์  เขากำลังถือพระกายของพระบุตรพระเจ้า คือพระเยซูคริสต์ผู้ทรงบริสุทธิ์ ซึ่งเขาไม่สามารถพูดอะไรออกมาได้  เขาหยุดนิ่งไร้ความรู้สึกใดใด เขาไม่ได้ลืมพระวจนะพระเจ้า แต่เมื่อเขาเข้ามาพบพระเจ้าแล้ว เขาตระหนักถึงความบาปในชีวิตของเขา


เย็นวันหนึ่งขณะที่พระเยซูและสาวกอยู่ในเรือเพื่อข้ามฝั่งไปยังอีกฝั่งหนึ่งของทะเลสาบ (มธ.8:18,23-27  มก.4:35-41,  ลก.8:22-25)   ทันใดนั้นก็เกิดพายุใหญ่ขึ้น ลมพัดและคลื่นกระทบเรือจนเกือบทำให้เรือจมลง  ตลอดเหตุการณ์นี้พระเยซูทรงบรรทมอยู่ที่ท้ายเรือ  จนในที่สุดสาวกของพระองค์เกิดความกลัวอย่างจับใจ และเข้าไปปลุกพระองค์และพูดว่า “พระอาจารย์เจ้าข้า  เรากำลังจะจมอยู่แล้ว  ท่านไม่เป็นห่วงบ้างหรือ”  (มก.4:38)


เรารู้อยู่เสมอว่าหลายคนในกลุ่มนั้นเคยมีประสบการณ์เป็นชาวประมงมาก่อน  เขามีชีวิตอยู่ในเรือและทะเลเป็นเวลานาน  ถ้าพวกเขากลัวว่ากำลังจมเพราะพายุ  แสดงว่าพายุที่เกิดขึ้นนี้ต้องเป็นพายุใหญ่จริง ๆ


คุณระลึกถึงการตอบสนองของพระเยซูต่อสถานการณ์นี้หรือไม่ ?  “พระองค์ลุกขึ้น ห้ามพายุและตรัสกับทะเลว่า “จงสงบเงียบซิ” แล้วลมก็หยุด คลื่นก็สงบเงียบทั่วไป”  (มก.4:39)


การตอบสนองของสาวกพระเยซูต่อเหตุการณ์นี้คือ ความประหลาดใจ “พวกเขาเกิดความเกรงกลัว…” เพียงไม่กี่นาทีก่อนหน้านี้พวกเขากลัวว่าเรือจะจม ซึ่งดูเหมือนกับว่าชีวิตของพวกเขามาถึงจุดสุดท้ายแล้ว และพวกเขาก็เกิดความกลัว  แต่ตอนนี้เมื่อพวกเขาตระหนักอีกครั้งว่า พวกเขาเผชิญหน้ากับพระเจ้าหน้าต่อหน้า  พวกเขาก็เกิดความกลัว  พวกเขาเข้าใจว่าพวกเขาเป็นคนบาป และต่อหน้าเขาคือพระเจ้าผู้บริสุทธิ์  จิตสำนึกของพวกเขาได้รับการกระตุ้นเร้า


ความเข้าใจและประสบการณ์ในความบริสุทธิ์ของพระเจ้านั้นควรจะได้รับการกระตุ้นเร้า  รื้อฟื้นในใจของเราอยู่เสมอ   จิตสำนึกของเรานั้นควรเหมือนกับอิสยาห์, มาร์ติน  ลูเธอร์  และสาวกของพระเยซูคริสต์  ที่พบกับพระเจ้าหน้าต่อหน้าเพื่อเราจะเห็นตัวเราเอง  และก้มลงกราบไหว้นมัสการพระองค์อย่างหมดใจของเรา