ศุกร์, 10 ก.ย. 2010
You are here: Home บทความ เข้าใจการนมัสการ การนมัสการพระเจ้าภาคปฎิบัติ
การนมัสการพระเจ้าภาคปฎิบัติ PDF พิมพ์ อีเมล
บทความการนมัสการ - เข้าใจการนมัสการ

การนมัสการพระเจ้าในภาคปฏิบัติ

เขียนโดย : อ.ประยุทธ สาริมาน

 

การเรียนรู้เรื่องนมัสการในภาคทฤษฎีเป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะจะเป็นรากฐานที่ช่วยเหลือเราในการมีชีวิตแห่งการนมัสการพระเจ้า แต่การเรียนรู้เพียงภาคทฤษฎีก็คงไม่เพียงพอที่จะทำให้การนมัสการเป็นสิ่งที่นำพระพรมาสู่ชีวิตของเรามากที่สุด แต่ต้องฝึกฝนในภาคปฏิบัติควบคู่กันไปด้วย

แท้จริงเรื่องของการนมัสการเป็นสิ่งที่เป็นภาคปฏิบัติ และเราจะนมัสการพระเจ้าอย่างถูกต้องได้ก็ต่อเมื่อเราเริ่มต้นนมัสการพระเจ้า เปรียบเสมือนการว่ายน้ำที่ไม่สามารถเรียนรู้ในห้องเรียนได้ จนกว่าจะกระโดดลงน้ำ และเรียนรู้ที่จะว่ายน้ำในสระน้ำของจริง

หลายคนแม้จะเข้าใจเรื่องของการนมัสการ แต่ก็ไม่รู้ว่าต้องเริ่มต้นอย่างไร บางคนคิดว่าเขาคงไม่สามารถนมัสการเหมือนอย่างบุคคลในพระคัมภีร์ได้ เช่น กษัตริย์ดาวิด ฯลฯ

มีข้อแนะนำ 2 ประการที่ เราจำเป็นต้องเข้าใจ

ก่อนที่จะเริ่มต้นนมัสการพระเจ้า


ประการแรก

เราต้องตระหนักในใจว่า พระเจ้าทรงสร้างเรามาเพื่อการสรรเสริญนมัสการพระองค์โดยเฉพาะ ทุกคนจึงสามารถนมัสการพระเจ้าได้ โดยไม่ขึ้นกับว่าคนนั้นเป็นใคร มาจากไหน เป็นชายหรือหญิง อายุเท่าไร ทุกคนล้วนสามารถนมัสการพระเจ้าได้ทั้งสิ้น

ประการที่สอง

พระเจ้าทรงสั่งให้เรานมัสการพระองค์ เราไม่อาจเลือกได้ว่าจะทำหรือไม่ทำตามใจของเราเอง จึงเป็นหน้าที่ของเราในฐานะผู้ที่รับการไถ่แล้วที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เนื่องจากเป็นคำสั่งที่มาจากพระเจ้าโดยตรง ใน ฟิลิปปี 4:4เปาโลได้กล่าวกับคริสเตียนในเมืองฟิลิปปีว่า "จงชื่นชมยินดีในองค์พระผู้เป็นเจ้าทุกเวลา  ข้าพเจ้าขอย้ำอีกครั้งว่า  จงชื่นชมยินดีเถิด" เราจึงเห็นได้ว่าไม่ได้เป็นทางเลือกของเราที่จะแสวงความชื่นชมยินดีต่อพระเจ้า แต่เป็นคำสั่งให้เราทำตาม

สิ่งที่สามารถช่วยเหลือสำหรับผู้เริ่มต้นเรียนรู้อย่างง่าย ๆ 

ในการสรรเสริญนมัสการพระเจ้า มี 3 ประการดังต่อไปนี้


1. การขอบพระคุณ

"จงเข้าประตูของพระองค์ด้วยการโมทนา  และเข้าบริเวณพระนิเวศของพระองค์ด้วยการสรรเสริญ  จงถวายโมทนาขอบพระคุณพระองค์  จงถวายสาธุการแด่พระนามของพระองค์"(สดุดี 100:4)  พระคัมภีร์ข้อนี้ได้กล่าวถึงลักษณะของการสรรเสริญ นมัสการว่าต้องเป็นไปตามลำดับขั้น นั่นคือ เริ่มต้นจากการขอบพระคุณพระเจ้า จากนั้นจึงเข้าไปสู่การสรรเสริญและนมัสการในที่สุด เหมือนกับการก้าวขึ้นขั้นบันไดที่จะต้องก้าวขึ้นไปทีละขั้น ไม่กระโดดข้ามขั้นไป มิฉะนั้น อาจพลาดพลั้งตกลงมาบาดเจ็บ และไม่ได้ขึ้นไปถึงจุดหมายปลายทางที่ต้องการ

 

ภาพความสัมพันธ์ที่พระเจ้าปรารถนา คือ การที่เราเข้าไปหาพระองค์แบบพ่อกับลูก ไม่ใช่นายกับบ่าว ไม่ใช่เข้าไปหาพระองค์ด้วยบรรยากาศแห่งความหวาดกลัว พระเจ้าทรงเป็นพระบิดาที่ทรงรักเราและทรงทำสิ่งดีให้เรา

ฮีบรู 10:22กล่าวว่า " ก็ให้เราเข้าไปใกล้ด้วยความบริสุทธิ์ใจ  ด้วยไว้ใจเต็มที่  มีใจที่ได้รับการทรงชำระให้สะอาดแล้ว  และมีกายที่ล้างชำระด้วยน้ำบริสุทธิ์ " หากเรามีลูกเราคงไม่ปรารถนาให้ลูกของเราเข้ามาหาด้วยความหวาดกลัว และแอบเราอยู่ที่หลังประตู ในทำนองเดียวกัน เราเองต้องเข้าไปหาพระเจ้าด้วยความรู้สึกที่เป็นอิสระด้วยความไว้วางใจเต็มที่

เราเองต้องเปลี่ยนนิสัยของเราที่ชอบที่จะเป็นผู้รับเท่านั้น คริสเตียนส่วนมากเข้าใจผิดว่า พระเจ้ามีไว้เพื่อให้เราได้ทูลขอ เราจึงเอาแต่ขอจากพระเจ้า แต่เมื่อพระองค์ให้แล้ว เราเองก็ไม่ค่อยได้ขอบพระคุณพระองค์มากนัก หรือคริสเตียนบางคนเมื่อเข้ามาหาพระเจ้าครั้งใด ก็มีแต่เสียงบ่นต่าง ๆ นา ๆ ว่าไม่มีความสุขในชีวิต บ่นเรื่องอาหาร บ่นเรื่องเงิน บ่นเรื่องเพื่อน ฯลฯ พ่อแม่จะดีใจมากกว่าเมื่อลูกเข้ามาหาและบอกว่า “ผมรักคุณพ่อคุณแม่ครับ” “ผมดีใจที่พบคุณพ่อคุณแม่” “ทำงานวันนี้เหนื่อยมากไหมครับ” แล้วเข้ามากอดพ่อแม่ไว้ด้วยความรัก พระบิดาในสวรรค์เองก็ทรงปรารถนาเช่นนี้


ความจริง ก่อนที่เราจะพรรณนาปัญหาต่าง ๆ ให้พระองค์ฟัง พระองค์ก็ทรงทราบทุกเรื่องเป็นอย่างดีแล้ว แต่พระองค์จะรู้สึกดีพระทัยมากขึ้นเมื่อเราเข้ามาหาพระองค์ด้วยการบอกพระองค์ก่อนว่าเราดีใจที่มีพระบิดาที่ดียอดเยี่ยมเหมือนอย่างพระองค์ พระเยซูก็ทรงสอนสาวกในการอธิษฐานด้วยวิธีการเดียวกันนี้ " ข้าแต่พระบิดาแห่งข้าพระองค์ทั้งหลาย  ผู้ทรงสถิตในสวรรค์  ขอให้พระนามของพระองค์เป็นที่เคารพสักการะ ขอให้แผ่นดินของพระองค์มาตั้งอยู่  ขอให้เป็นไปตามพระทัยของพระองค์  ในสวรรค์เป็นอย่างไรก็ให้เป็นไปอย่างนั้นในแผ่นดินโลก ขอทรงโปรดประทานอาหารประจำวัน  แก่ข้าพระองค์ทั้งหลายในกาลวันนี้ “ (มัทธิว 6:9-11)

คริสเตียนควรเป็นคนที่กตัญญูรู้คุณเมื่อเราเข้ามาหาพระองค์โดยการโมทนาพระคุณ แน่นอนทีเดียวว่า คงมีหลายสิ่งที่เราสามารถขอบพระคุณพระเจ้าได้ การแสดงความรู้สึกขอบคุณนี้เริ่มต้นโดยการทบทวนพระพรที่พระเจ้าทรงทำในชีวิตของเราทั้งในอดีตและปัจจุบัน  ขอบพระคุณอย่างเจาะจง ตั้งแต่ความรอดที่พระเจ้าประทานให้ ถ้าไม่มีพระเจ้า วันนี้หลายคนอาจต้องจบชีวิตลงอย่างเจาะจง ตั้งแต่ความรอดที่พระเจ้าประทาน หรือหลายคนอาจต้องอยู่ในคุกแล้ว หลายคนคงติดยาเสพติด มีปัญหาสุขภาพ ครอบครัว หน้าที่การงาน เราจึงควรสารภาพออกมาด้วยเสียงดังจากใจเพื่อเราจะสามารถสัมผัสได้อย่างแท้จริงถึงพระคุณของพระเจ้าในชีวิต

หลังจากขอบพระคุณแล้ว ให้เราเข้ามาหาพระเจ้าอย่างใกล้ชิดมากขึ้นด้วยการสรรเสริญ ซึ่งเริ่มต้นโดยการประกาศความเป็นพระเจ้าและพระสง่าราศีของพระองค์ออกมา สรรเสริญถึงความดีงามของพระองค์ที่เรารู้จัก ความสัตย์ซื่อ ความยิ่งใหญ่เกรียงไกร ฤทธิ์อำนาจ พระเมตตา รวมไปถึงพระราชกิจของพระองค์ทั้งที่อยู่รอบตัวเราและที่เกิดขึ้นกับชีวิตของเราด้วย

การสรรเสริญมีความเกี่ยวข้องอย่างลึกซึ้งกับการรู้จักพระเจ้าในชีวิตของเรา ถ้าเรารู้จักพระเจ้ามาก เราจะสามารถสรรเสริญพระเจ้าได้มาก ถ้าเรารู้จักพระเจ้าน้อย เราก็ใช้ถ้อยคำได้น้อย อย่างไรก็ตาม วิธีที่จะช่วยเราได้มากคือ การที่เราเปิดอ่านจากพระคัมภีร์ ขีดเส้นใต้ตอนที่พูดถึงพระลักษณะของพระองค์ไว้ แล้วนำมาใช้ในการสรรเสริญบ่อย ๆ  จนเป็นคำของเราเองในที่สุด


เมื่อเราได้สรรเสริญพระเจ้าอย่างเต็มที่แล้ว ก็จะมาถึงการนมัสการพระเจ้า ซึ่งเป็นการเข้ามาหาพระเจ้าอย่างใกล้ชิดที่สุด การนมัสการเป็นความสัมพันธ์ระหว่างจิตวิญญาณของเรากับพระเจ้า เป็นเวลาที่พระเจ้าจะทรงแตะต้องเราให้มีความอิ่มใจ อบอุ่น เป็นสุข เป็นความใกล้ชิดในจิตวิญญาณของเรา เป็นช่วงที่เราใช้เวลาบอกถึงความรู้สึกที่เรามีต่อพระองค์อย่างเต็มที่ บอกถึงความรัก การมอบถวายชีวิต ซึ่งเราสามารถใช้เสียงเพลงส่วนตัวของเราร้องถวายแด่พระเจ้าได้ หรือบางช่วงเราอาจจะสงบเงียบโดยไม่ต้องใช้คำพูดใด ๆ ก็ได้ เป็นการใช้ความรู้สึกที่นบนอบต่อพระองค์ สามัคคีธรรมที่ลึกซึ้งกับพระองค์

2. การใช้ถ้อยคำจากพระคัมภีร์ในการพูดกับพระเจ้า

พระคัมภีร์เป็นถ้อยคำที่ได้รับการดลใจจากพระเจ้า เต็มไปด้วยการเจิมจากพระเจ้าอยู่แล้ว เมื่อเราพูดจากสิ่งที่อยู่ในพระคัมภีร์โดยที่มาปรับเป็นคำพูดของเราเอง แล้วใส่ความรู้สึกของเราลงไป คำพูดนั้นจะมีพลังอย่างมาก และพระเจ้าทรงพอพระทัย เราสามารถเห็นได้จากตัวอย่างได้จาก ลูกา 1:46-47 ซึ่งมารีย์ได้ร้องเพลงดังนี่ว่า “ จิตใจของข้าพเจ้าก็ยกย่องพระเจ้า และวิญญาณของข้าพเจ้าก็เกิดความยินดีในพระเจ้าพระผู้ช่วยให้รอดของข้าพเจ้า ”

อีกประการหนึ่งที่เราสามารถใช้ถ้อยคำในพระคัมภีร์สรรเสริญได้คือการร้องบทเพลง ทั้งบทเพลงสรรเสริญและบทเพลงนมัสการ เพลงส่วนใหญ่เหล่านี้ถูกแต่งขึ้นโดยยกมาจากข้อพระคัมภีร์บางตอน ซึ่งถ้าเราร้องเพลงเหล่านี้ ก็เหมือนกับเป็นการใช้พระคัมภีร์เป็นการนมัสการด้วยเช่นกัน  เสียงเพลงเป็นสิ่งที่นำความชื่นบานมาสู่พระทัยของพระเจ้า นอกจากที่เราสามารถร้องเพลงถวายพระองค์แล้ว พระเจ้ายังสามารถตรัสกับเราเป็นเพลงได้ด้วย

3.การสร้างบรรยากาศที่ดีในการนมัสการพระเจ้า

แท้จริงเราสามารถนมัสการพระเจ้าที่ใดก็ได้และเมื่อใดก็ได้ จะเป็นห้องนอน ห้องน้ำ ห้องครัว รถส่วนตัว จะเป็นตอนเช้า สาย บ่าย เย็น หรือก่อนเข้านอน สิ่งที่จะช่วยเราได้มากคือ การพยายามสร้างบรรยากาศขึ้นมา โดยอาจเป็นการร้องเพลงด้วยเสียงของเราเอง หรือข้อความจากพระคัมภีร์ที่เป็นโปสเตอร์ติดไว้ตามที่ต่าง ๆ หรือบางคนอาจใช้เทปเพลงสรรเสริญนมัสการเปิดฟัง ก็เป็นสิ่งที่ช่วยสร้างให้เกิดบรรยากาศการนมัสการขึ้นมาได้ เราต้องพยายามสร้างบรรยากาศการนมัสการให้เกิดขึ้นกับชีวิตของเราตลอดเวลา เสียงเพลงนมัสการจะช่วยขับไล่ความมืดมิดในจิตใจของเราออกไป

มีตัวอย่างบุคคลท่านหนึ่งซึ่งไม่ใช่คริสเตียน เมื่อได้ฟังเพลงนมัสการพระเจ้าชุดหนึ่ง เขากล่าวว่า “เพลงเหล่านี้มีวิญญาณ” และมีความรู้สึกที่ดีกับเพลงชุดนี้อย่างมาก จนในเวลาต่อมาทำให้เขาได้ตัดสินใจต้อนรับพระเยซูเป็นเจ้าของชีวิตของเขา

เราสามารถสรรเสริญพระเจ้าได้ไม่จำกัดเวลา สถานที่ หรือไม่ว่าเรากำลังทำสิ่งใดอยู่ก็ตาม จะเดินเล่น ทำงานบ้าน ทำงานที่ทำงาน เรียนหนังสือ เราสามารถนมัสการพระเจ้าไปพร้อม ๆ กันได้ แล้วเราจะพบว่าเรามีชีวิตที่เปี่ยมล้นด้วยความยินดีอย่างไม่จำกัด ปัญหาที่ว่าเราไม่รู้ว่าจะนมัสการพระเจ้าได้อย่างไรก็จะหมดไป

หากเราได้เริ่มต้นใน 3 ประการดังกล่าวข้างต้นนี้ เราจะสังเกตได้ถึงการเจริญเติบโตขึ้นในการสรรเสริญนมัสการพระเจ้า และการสรรเสริญนมัสการจะไม่เป็นเรื่องยากอย่างที่เราคิดอีกต่อไป ขอเพียงแต่เรามีใจปรารถนาและเข้าไปหาพระองค์อย่างแท้จริง

“ฉะนั้น ขอให้เราทั้งหลายจงมีใจกล้าเข้ามาถึงพระที่นั่งแห่งพระคุณ เพื่อเราจะได้รับความเมตตาและจะได้รับพระคุณที่จะช่วยเราขณะที่ต้องการ” (ฮีบรู 4:16