|
|
|
| บทความการนมัสการ - การพัฒนาการนำนมัสการ | ||
|
การนำนมัสการไม่ใช่อะไรบ้าง1. การนำนมัสการไม่ใช่การนำเพลง หรือนำกลุ่มนักร้องการนำนมัสการไม่ใช่การยืนอยู่ต่อหน้าที่ประชุม และการเสนอเพลงให้ที่ประชุมร้อง หรือเพลงนำที่ประชุม หรือทำหน้าที่เป็นผู้ควบคุมดนตรีของคริสตจักร ผู้นำนมัสการนั้นเป็นบุคคลที่ยืนอยู่ท่ามกลางนักร้อง นักดนตรี และที่ประชุม เพื่อเตรียมทุกคนให้พร้อมที่จะเข้าเฝ้าพระเจ้า และรับข่าวสารจากพระเจ้า รวมทั้งการฟังคำเทศนาจากนักเทศน์ การนำนมัสการไม่ใช่การเทศนา การนำนมัสการนั้นจะไม่ใช้วิธีการเทศนา ผู้นำนมัสการใช้วิธีหนุนน้ำใจอย่างสั้นๆ เท่าที่จำเป็น และนำคนเข้าสู่การสรรเสริญนมัสการพระเจ้าอย่างเป็นธรรมชาติ เขาจะไม่ใช้วิธียกคำพยานยืดยาว แต่จะใช้เพลงที่ได้เลือกสรรอย่างดีแล้วเข้ามามีส่วนในชีวิตของคนที่ประชุมอย่างฉลาด ผู้นำนมัสการมิใช่นักเทศน์สำรองก่อนนักเทศน์จริง 2. ผู้นำนมัสการมิใช่คนที่นมัสการพระเจ้าเพื่อให้คนอื่นเฝ้ามองดูภาพเปรียบเทียบของเด็กคนหนึ่งที่กำลังรับประทานอาหารอย่างเอร็ดอร่อย โดยมีเด็กอื่นๆ เฝ้ามองดูล้อมรอบด้วยความหิวอย่างรุนแรง หรือภาพของงานลี้ยงอาหารค่ำที่เจ้าภาพได้เชิญเพื่อนบ้านของตนมา เมื่อเพื่อนบ้านมาพร้อมหน้าแล้ว เจ้าภาพก็นำอาหารออกมาเพียงจานเดียวที่เป็นของตนเอง และเริ่มรับประทานอาหารนั้นอย่างเอร็ดอร่อย ส่วนทุกคนที่โต๊ะอาหารเฝ้ามองดูด้วยความอยากรับประทาน ครั้นเมื่อรับประทานเกือบจะหมดแล้ว เจ้าภาพจึงเอ่ยขึ้นว่า ‘เพื่อนของข้าพเจ้า อาหารจานนี้ช่างอร่อยวิเศษเสียจริง ไก่ชิ้นสุดท้ายนี้รสชาติดีมาก ข้าพเจ้าขอขอบคุณทุกท่านที่มางานเลี้ยงในครั้งนี้’ ถ้าผู้นำนมัสการตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ เมื่อเขานำนมัสการโดยที่ทุกคนเฝ้ามองดูเขานมัสการพระเจ้า แต่มิได้ก้าวเข้าไปสู่การนมัสการร่วมกัน การนมัสการนั้นก็ล้มเหลว 3. ผู้นำนมัสการมิใช่คนที่มีนำผู้อื่นนมัสการแต่ตนเองไม่ได้นมัสการในลักษณะตรงกันข้าม หากทุกคนในที่ประชุมมีโอกาสได้นมัสการพระเจ้า แต่ผู้นำนมัสการเองกลับมิได้นมัสการ ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใดก็ตาม ลักษณะเช่นนี้เป็นเหมือนกับการที่เจ้าภาพได้เชิญแขกญาติสนิทมิตรสหายมาร่วมงานเลี้ยงฉลอง อาหารได้จัดเตรียมพร้อมไว้แล้ว ทุกคนรับประทานอย่างมีความสุข อาจมีผู้ถามเจ้าภาพว่ารับประทานอาหารหรือยัง เจ้าภาพจะตอบว่า ‘เชิญทุกท่านก่อนครับ ผมรับประทานภายหลังได้ อาหารยังมีอีกมากครับ’ สิ่งนี้อาจจะเกิดขึ้นกับผู้นำนมัสการได้ แท้จริงผู้นำนมัสการต้องมีเวลากับพระเจ้าส่วนตัวก่อนที่จะนำนมัสการ นักเทศน์ใช้เวลาเตรียมพระคำอย่างไร รอคอยพระเจ้าอย่างไร ผู้นำนมัสการต้องเป็นอย่างนั้นเหมือนกัน ในการเตรียมการนำนมัสการ นอกจากนี้การนำนมัสการจะต้องเป็นส่วนหนึ่งของการนมัสการของผู้ที่กำลังนำนมัสการด้วย เพราะเขาไม่อาจจะไล่ต้อนทุกคนให้เข้าไปภายในที่ประทับของพระเจ้าโดยที่ตนเองอยู่ภายนอกได้ ทั้งตัวเขาและทุกคนต้องอยู่ภายในที่ประทับของพระเจ้าทุกคน การนำนมัสการคืออะไร1. การนำนมัสการเป็นการทำให้ทั้งที่ประชุม คือทั้งตัวผู้นำนมัสการและคนอื่น มีส่วนในการนมัสการพระเจ้าร่วมกันการที่ทุกคนมีส่วนร่วมกันทั้งที่ประชุมในการนมัสการร่วมกันนั้น จะมีลักษณะเป็นการฉลองร่วมกัน ผู้นำนมัสการจะทำหน้าที่หนุนใจผู้อื่นให้นมัสการพระเจ้าขณะที่เขาเองจะนมัสการร่วมด้วย โดยอยู่ในความรู้สึกเดียวกันและผูกพันกัน ดังนั้นการนมัสการจึงสร้างความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ในความรักสมานฉันท์ 2. การนำนมัสการ เป็นงานที่เป็นเหมือนกับบทบาทของเพื่อนเจ้าบ่าวหรือเพื่อนเจ้าสาว ที่เคียงข้างเจ้าบ่าวเจ้าสาวตลอดเวลา คอยช่วยเหลือเพื่อจะให้งานสำคัญนั้นผ่านไปได้อย่างดีที่สุดผู้นำนมัสการจะต้องเฝ้าสังเกตตลอดเวลาว่า สภาพของทุกคนในที่ประชุมเป็นอย่างไร จะหนุนใจอย่างไร จะช่วยอย่างไรให้เกิดความรู้สึกพร้อมมากที่สุดที่จะนมัสการพระเจ้าในแต่ละครั้ง ผู้นำนมัสการจะต้องเป็นผู้ที่รู้จักธรรมชาติของความเป็นมนุษย์ที่จะนมัสการพระเจ้า รู้ว่าความจำกัดของที่ประชุมนั้นอยู่ที่ไหน และจะสร้างบรรยากาศที่ค่อยเป็นค่อยไปได้อย่างไร เขาจะไม่ใช้วิธีบังคับที่ประชุม แต่จะให้การหนุนน้ำใจอย่างนุ่มนวล สุภาพ ให้เกียรติที่ประชุม รักที่ประชุม คุณสมบัติของผู้นำนมัสการ1. ผู้นำนมัสการต้องมีชีวิตนมัสการผู้นำนมัสการจะต้องเป็นผู้ที่นมัสการพระเจ้า เขาจะต้องเป็นผู้ที่พร้อมจะนมัสการได้อย่างง่ายๆ ไม่มีอะไรจะทำให้เขาหลุดจากการนมัสการพระเจ้าได้ ไม่ว่าจะมีดนตรีหรือไม่มี เหล่านี้จะไม่เป็นอุปสรรคสำหรับเขา เขายังคงนมัสการต่อไปได้ เขาจะนมัสการพระเจ้าเสมอไม่ว่าเขาจะเป็นผู้นำนมัสการหรือเป็นผู้เข้าร่วมประชุมนมัสการ ใบหน้าของเขา และท่าทีที่แสดงออกของเขาจะสะท้อนการนมัสการที่คนอื่นสัมผัสได้ ในเรื่องที่จะเลือกผู้ที่จะมาทำหน้าที่ผู้นำนมัสการนั้น เราจะต้องเลือกจากบุคคลที่มีความผูกพันกันในชุมชนที่จะนมัสการร่วมกันนั้น เราไม่ควรเลือกผู้นำนมัสการโดยการพิจารณาจากตำแหน่งหน้าที่หรือความรู้และฐานะทางสังคม แต่ควรเลือกจากชีวิตที่รู้จักการนมัสการของเขา ผู้นำนมัสการมิใช่ใครก็ได้ แต่เขาต้องเป็นผู้ที่นมัสการเป็นชีวิตเพราะว่าการนมัสการเป็นชีวิตของเขา 2. ผู้นำนมัสการต้องมีความรู้เกี่ยวกับการนมัสการผู้นำนมัสการต้องมีความเข้าใจเรื่องการนมัสการ เช่น ใครที่เรานมัสการ ทำไมต้องนมัสการ เมื่อไรที่ต้องนมัสการและทำอย่างไรเมื่อนมัสการ ความรู้ในเรื่องการนมัสการเหล่านี้จะทำให้เกิดการนมัสการอย่างมีความเข้าใจ พฤติกรรมใดก็ตามที่กระทำโดยปราศจากความเข้าใจ สิ่งนั้นจะกลายเป็นประเพณีหรือความงมงาย แต่เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ เมื่อเราเริ่มต้นศึกษาในเรื่องนี้จากพระคัมภีร์ เราจะพบคำตอบในทุกสิ่งที่เกี่ยวข้องกับการนมัสการ แท้จริงคริสเตียนคือคนที่ติดตามพระคริสต์ กราบไหว้พระคริสต์ นมัสการพระคริสต์ ผู้นำนมัสการต้องตระหนักในเรื่องนี้ เขาต้องไม่นำคนให้นมัสการความสามารถในการนำของเขา ไม่นำคนนมัสการบรรยากาศ ไม่นำคนนมัสการเพลงหรือดนตรี แต่มุ่งหวังที่คนจะนมัสการพระคริสต์ ท่าทีในใจของเขาต้องมาจากความตระหนักว่า “พระองค์ต้องทรงยิ่งใหญ่ขึ้น แต่ข้าพเจ้าต้องด้วยลง” (ยอห์น 3:30) นั่นเป็นเป้าหมายของการนมัสการอย่างแท้จริง 3. ผู้นำนมัสการต้องเป็นผู้ที่พึ่งพาการทรงนำของพระวิญญาณบริสุทธิ์ผู้นำนมัสการจะต้องรู้จักการนำของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ความจริงที่สำคัญที่เราจำเป็นต้องตระหนักในการทรงนำของพระวิญญาณบริสุทธิ์คือ พระวิญญาณนั้นทรงนำคริสตจักรของพระคริสต์ผ่านทางศิษยาภิบาลและพระวิญญาณองค์เดียวกันนั้น ก็ทรงนำการนมัสการในคริสตจักรผ่านทางผู้นมัสการด้วยพระองค์ทรงเป็นที่ปรึกษาและทรงเป็นผู้ที่ให้การทรงนำในการนมัสการ ผู้นำนมัสการจำเป็นต้องมีเวลาสามัคคีธรรมกับพระวิญญาณบริสุทธิ์ เพื่อจะทราบว่าควรจะนำนมัสการอย่างไร ผู้นำนมัสการจะต้องให้พระองค์ทรงนำ ผู้นำนมัสการต้องเป็นผู้ตามที่พึ่งพาการทรงนำของ พระวิญญาณบริสุทธิ์ เมื่อโมเสสได้นำชนชาติอิราเอลในทะเลทรายนั้น โมเสสได้รับทิศทางจากพระเจ้าโดยตรง แม้ในรายละเอียดเรื่องเวลาที่เหมาะสมสำหรับการออกเดินทาง เราได้เห็นว่า พระเจ้าทรงนำพวกเขาในเวลากลางวันด้วยเสาเมฆ ทรงนำในเวลากลางคืนด้วยเสาเพลิง นั้นเป็นประสบการณ์ที่ชัดเจนในชีวิตของโมเสส พระเยซูเองก็เช่นกัน พระองค์ได้ตรัสว่า พระองค์กระทำในสิ่งที่พระองค์เห็นพระบิดากระทำ และกล่าวในสิ่งที่พระองค์ทรงได้ยินจากพระบิดาเท่านั้น ดังนั้น ผู้นำนมัสการต้องเป็นผู้ที่สามารถติดตามพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ เขาได้รับการทรงนำโดย พระสุรเสียงของพระวิญญาณในขณะที่เขาใช้เวลาเตรียมการนมัสการโดยการพึ่งพาพระองค์ การเตรียมการนมัสการมิใช่การใคร่ครวญว่าจะใช้เพลงอะไรเริ่มต้น จะใช้เพลงอะไรเมื่อจะให้ที่ประชุมยืนขึ้น หรือจะใช้เพลงอะไรเพื่อจะสร้างบรรยากาศ แต่การเตรียมนมัสการเป็นการเตรียมที่ชีวิต เตรียมการอธิษฐานที่มิใช่การใช้เวลาเพียง 5 นาทีก่อนนำนมัสการ เมื่อได้รับการกำหนดให้นำนมัสการนั้น ไม่ว่าความคิดความสนใจและคำอธิษฐานของผู้นำนมัสการ จะต้องผูกติดกับงานเตรียมการนมัสการของเขาทุกลมหายใจเข้าออก เขาจะต้องตระหนักอยู่เสมอกับงานที่จะมาถึง เราดูแบบอย่างชีวิตของผู้ที่ปรนนิบัติพระเจ้าที่วิหารในสมัยพระคัมภีร์เดิม คือ พวกเลวี คนกลุ่มนี้ถูกแยกออกมาพิเศษ เพื่อจะทำงานรับใช้พระเจ้าและปรนนิบัติพี่น้องเขา แม้ว่าพวกเขามีเวรหรือวาระในการปรนนิบัติ แต่พวกเขารับใช้ด้วยทั้งชีวิตเพราะเขาใช้เวลาทั้งหมดของเขาในการทำหน้าที่ของคนเลวี ผู้นำนมัสการก็เช่นกัน เขาต้องนำนมัสการด้วยชีวิตมิใช่ถือเสมือนว่าเป็นงานเฉพาะกิจ แต่การนำนมัสการเป็นงานแห่งการทรงเรียก เป็นงานที่พระเจ้าแต่งตั้ง มอบหมาย เขาถูกเรียกและถูกเลือกเพื่อให้ใกล้ชิดพระเจ้ามากกว่าธรรมดา เขาไม่เพียงแต่เป็นคริสเตียนที่ดีเท่านั้น แต่เป็นผู้ที่เข้าใจพระเจ้า เป็นผู้ที่ไวต่อเสียงของพระวิญญาณบริสุทธิ์ เพราะดำเนินชีวิตใกล้ชิดสนิทสนมกับพระเจ้า ผู้นำนมัสการจะต้องมีชีวิตยอมฟังผู้นำของคริสจักรที่อยู่เหนือเขาขึ้นไป ไม่ว่าจะเป็นผู้นำนมัสการระดับใดในกลุ่มแคร์ เขต หรือส่วนในคริสตจักรนั้น เขาต้องรู้จักยอมรับสิทธิอำนาจของผู้นำที่อยู่เหนือเขาขึ้นไป มิฉะนั้นเขาก็กำลังเป็นกบฏและก่อการกบฏขึ้นผ่านงานรับใช้ของเขา มีผู้นำนมัสการบางคนอาจประสบปัญหาในการนำนมัสการ โดยสาเหตุที่ผู้นำของเขาขาดความเข้าใจในเรื่องการนมัสการ หรือขาดทักษะในเรื่องดนตรีและการร้องเพลงที่อาจส่งผลให้ทำลายบรรยากาศการนมัสการของที่ประชุม จนบางครั้งอาจจะสร้างความรู้สึกขัดแย้ง อึดอัดภายในใจได้...เราจะแก้ไขสถานการณ์เช่นนั้นได้อย่างไร? ...เมื่อผู้นำนมัสการรู้สึกไม่สบายใจ ที่การรับใช้สะดุดและขาดพระพร เมื่อผู้นำบนเวทีไม่สัมผัสการทรงนำของพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่กำลังเคลื่อนไหวเหนือการประชุมนั้น ในสภาวการณ์เช่นนี้ ผู้ทำหน้าที่ผู้นำนมัสการจะต้องตระหนักเสมอว่า ตนถูกตั้งไว้เพื่อนำนมัสการ มิใช่เป็นผู้นำในการก่อการกบฏ และจะต้องหมั่นตรวจสอบดูว่าตนมีท่าทีภายในเป็นเช่นไร ผู้นำนมัสการจะต้องยอมรับผู้นำ 100% โดยเฉพาะศิษยาภิบาลที่รับผิดชอบที่ประชุมนั้น เมื่อเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น ผู้นำนมัสการต้องยอมรับในสิ่งที่ผู้นำบอกให้กระทำด้วยใจยินดี ไม่ต่อสู้ขัดขืน ผู้นำนมัสการต้องยอมอยู่ใต้สิทธิอำนาจของผู้นำ โดยยอมรับสิ่งนั้นอย่างนบนอบเต็มขนาด การแสดงออกที่ไม่เห็นด้วยต่างๆ โดยทางสีหน้าที่ไม่พอใจก็ดี หรือการแสดงพฤติกรรมยื้อแย่ง การเป็นผู้นำ หรือบ่นว่าตำหนิผู้นำก็ดี ล้วนเป็นวิถีของการต่อสู้ที่ไม่ถูกต้องในสายพระเนตรพระเจ้า 4. ผู้นำนมัสการต้องเป็นคนที่รู้จักสังเกตผู้นำนมัสการควรเป็นคนที่รู้จักคิด มองเห็นว่าที่ประชุมที่เขากำลังนำอยู่นั้นเป็นอย่างไร คนในที่ประชุมอยู่ในจิตวิญญาณเช่นไร พระวิญญาณกำลังเคลื่อนไหวอยู่ในที่ประชุมขณะนี้ไปในทิศทางใด พระเจ้ามีพระประสงค์อย่างไรต่อพวกเขา วิถีที่จะรู้สิ่งเหล่านี้ได้ต้องอาศัยการสังเกต ทั้งในฝ่ายธรรมชาติและในฝ่ายวิญญาณ การสังเกตโดยสติปัญญาฝ่ายธรรมชาตินั้น เราได้จากความสนใจต่อบรรยากาศในตลอดสัปดาห์ ก่อนหน้าการนมัสการนั้นว่า มีอะไรเป็นสิ่งที่ ที่ประชุมนั้นกล่าวถึงมากที่สุด หรือคำเทศนาสัปดาห์ที่ผ่านมาเรื่องอะไร คำเทศนานั้นกำลังเคลื่อนไหวอย่างไรในคริสตจักร หรือมีคำเผยพระวจนะบ้างหรือไม่ ตลอดสัปดาห์นั้น เป้าหมายของคริสตจักร หรือกลุ่มคนนั้นๆ ขณะนี้คืออะไร การสังเกตสิ่งต่างๆ รอบตัวนี้มีประโยชน์มากต่อการเตรียมตัวนำนมัสการ ส่วนการสังเกตโดยใช้ของประทานนั้นเป็นการสำแดงจากพระเจ้า เป็นสิ่งเกินธรรมชาติที่จะรู้ในบางเรื่องของคนบางคน หรือรู้ถึงสภาพของส่วนรวม โดยที่เรามิได้รู้ล่วงหน้ามาก่อนเลย สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้ทั้งก่อนการนำนมัสการ และระหว่างการนำนมัสการ หมายความว่า ผู้นำนมัสการจะต้องตระหนักถึงทิศทางที่จะนำ ตลอดการเตรียมตัวและตลอดการนำนมัสการ โดยการอธิษฐาน และการเฝ้าสังเกตสิ่งรอบข้าง ทั้งทางธรรมชาติและฝ่ายวิญญาณ การเรียนรู้ในการสังเกตนี้จำเป็นต้องใช้เวลาและประสบการณ์ อาจผิดพลาดในระยะแรก แต่จะเคลื่อนไหวได้ดีขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป เราควรอดทนและพัฒนาต่อไป โดยไม่อ่อนระอาใจ 5. ผู้นำนมัสการต้องเป็นคนที่พร้อมจะรับใช้ผู้อื่นงานนำนมัสการเป็นงานปรนนิบัติรับใช้ มิใช่งานที่จะใช้ผู้อื่น เขาเป็นบุคคลที่รับใช้พระเจ้าและมนุษย์ เขาเป็นผู้รับใช้ของพระเจ้า ที่พระองค์ทรงใช้เขา เพื่อนำคนของพระองค์เข้ามาเฝ้าพระองค์ เป็นผู้ปรนนิบัติผู้อื่น เพื่อพาคนไปสู่การนมัสการพระเจ้า ฝ่ายผู้รับใช้นั้นต้องสนใจผู้อื่นก่อนเสมอ ผู้นำนมัสการจำเป็นต้องมีความสนใจต่อที่ประชุม ในความคิดและความสนใจและมีเป้าหมายอยู่ที่การพาทุกคนในที่ประชุมไปสู่ การเข้าเฝ้าพระเจ้า เขาจะเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้ที่ประชุม พยายามลดอุปสรรคขัดขวางทุกอย่างออกไป เขาจะต้องมีใจมุ่งหวังให้การนำของเขาดีที่สุด เพื่อทุกคนในที่ประชุมก่อน คุณสมบัติผู้นำนมัสการยังมีอีกหลายประการ แต่สิ่งที่ได้แบ่งปันมาแล้วข้างต้นนี้นับว่ามีความสำคัญ ที่จะละเลยเสียมิได้ ผู้นำนมัสการจำเป็นที่ต้องตระหนักถึงบทบาทของตนด้วยความเข้าใจ และพัฒนาคุณลักษณะชีวิต เพื่อจะเป็นสิ่งประดับชีวิตของผู้ที่รักงานปรนนิบัติพระเจ้าให้เหมาะสมยิ่งๆ ขึ้นไป และมีเป้าหมายให้งานรับใช้เป็นที่ถวายเกียรติแด่พระนามของพระองค์
|



