ศุกร์, 10 ก.ย. 2010
You are here: Home บทความ การพัฒนาการนำนมัสการ พระวิญญาณบริสุทธิ์กับการนมัสการ
พระวิญญาณบริสุทธิ์กับการนมัสการ PDF พิมพ์ อีเมล
บทความการนมัสการ - การพัฒนาการนำนมัสการ

พระวิญญาณบริสุทธิ์กับการนมัสการ


เป็นไปไม่ได้เลยที่คนที่นมัสการพระเจ้าอย่างดื่มด่ำลึกซึ้ง จะไม่มีพระวิญญาณบริสุทธิ์เป็นผู้เร้าใจอยู่ภายใน เพราะถ้าปราศจากพระองค์ เขาจะไม่สามารถนมัสการพระเจ้าด้วยความรักอย่างสุดใจได้เลย พระ-คัมภีร์กล่าวสอดคล้องกับเรื่องนี้ วันหนึ่งในอนาคต คนทุกชาติทุกภาษาจะมานมัสการพระเจ้าร่วมกัน ทุกเข่าจะกราบลง ทุกลิ้นจะยอมรับว่าพระเยซูคริสต์ทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า (วว.15:4 ; ฟป.2:10-11) ประชาชาติจะตระหนักถึงความล้ำเลิศของพระเจ้าและจะนมัสการพระองค์ การนมัสการของคนเหล่านี้ไม่สามารถจะแสดงออกถึงความรัก ความผูกพันใกล้ชิดได้ โดยปราศจากพระวิญญาณที่อยู่ภายในพวกเขา

 

การนมัสการในพระวิญญาณจึงเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้สำหรับคนที่มีพระวิญญาณบริสุทธิ์อยู่ในชีวิต ดาวิดเข้าใจเรื่องนี้ดี ท่านกล่าวว่า “ทุกสิ่งทุกอย่างมาจากพระองค์ ข้าพระองค์ทั้งหลายได้ถวายของที่เป็นของพระองค์ แด่พระองค์เท่านั้น” อาจารย์เปาโลถามคำถามหนึ่งว่า “ท่านมีอะไรที่ท่านมิได้รับมา” (1คร.4:7) และยังพูดอีกว่า “เพราะสิ่งสารพัดมาจากพระองค์ โดยพระองค์ และเพื่อพระองค์” (รม.11:36) ยอห์นบัพติศโตกล่าวว่า “ไม่มีมนุษย์ผู้ใดได้รับสิ่งใดเลย  นอกจากที่พระเจ้าทรงประทานจากสวรรค์ให้เขา” (ยน.3:27)


พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญมากในการนมัสการ เราต้องยอมรับว่าพระองค์เป็นผู้นำนมัสการในที่ประชุมของเรา การนมัสการที่มาจากจิตวิญญาณและความจริงจะต้องมีพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงมีส่วนเคลื่อนไหวอยู่ พระองค์เป็นผู้นำนมัสการโดยผ่านผู้นำนมัสการของเรา ภาพของการไหลอย่างต่อเนื่องในการนมัสการ เราพบได้ในเอเสเคียลในภาพของสวรรค์สถานที่เป็นนิมิตซึ่งผู้เผยพระวจนะเอเสเคียลได้เห็น (อสค.1:19-20) ท่านมองเห็นว่า “เมื่อสัตว์นั้นไป วงล้อก็ตามไปข้างๆ ด้วย เมื่อสัตว์เหาะขึ้นจากพิภพ วงล้อก็เหาะขึ้นด้วย วิญญาณจะไปที่ไหนสัตว์นั้นก็ไป และวงล้อนั้นก็เหาะตามไปด้วย เพราะว่าวิญญาณของสัตว์อยู่ในวงล้อ” เอเสเคียลเห็นว่า วิญญาณเป็นผู้ขับเคลื่อนวงล้อนั้น และอยู่ในวงล้อนั้น วิญญาณนั้นก็คือพระวิญญาณบริสุทธิ์ วงล้อก็คือพวกเราที่มีพระวิญญาณบริสุทธิ์อยู่ภายใน ที่ทำหน้าที่ในการนำนมัสการ เราจะเห็นภาพของการมีเสรีภาพ ในข้อพระคัมภีร์ดังกล่าว บางครั้งสัตว์เป็นผู้นำทางและวงล้อก็ตามไป บางครั้งวงล้อเป็นผู้เปลี่ยนทิศทางสัตว์นั้นก็เคลื่อนตามไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นบนพื้นพิภพหรือในอากาศ


ผู้นำนมัสการหลายคนที่ไม่ค่อยประสบความสำเร็จในการนำนมัสการ เนื่องจากไม่ได้เรียนรู้ที่จะเคลื่อนไปตามการทรงนำของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ในการนำนมัสการของเขา พระเจ้ามีพระประสงค์อย่างเจาะจงในทุกการประชุมนมัสการ และถ้าเราพลาดในการเรียนรู้จากพระองค์ เราก็พลาดพระประสงค์ของพระองค์ไป มันจึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งที่เราต้องเร็วในการสัมผัสของพระองค์ และก้าวไปตามการทรงนำทีละขั้นๆ  แม้ว่าบางโอกาสมันอาจขัดแย้งกับการที่เราได้เตรียมตัวมาแล้วก็ตาม


กดว.9:15-23 ให้เราเห็นภาพของชนชาติอิสราเอลที่เคลื่อนตามเสาเมฆและเสาเพลิงของพระเจ้า เมื่อไรก็ตามที่เมฆลอยขึ้นจากเต็นท์ พวกอิสราเอลก็ยกเดินไป เมื่อเสาเมฆหยุดพวกเขาก็หยุดเช่นเดียวกัน กางเต็นท์ที่พักอาศัย และรอจนกว่าเสาเมฆของพระเจ้าจะเคลื่อนต่อไป เช่นเดียวกันกับการนำนมัสการของเรา


เมื่อพระเจ้าเคลื่อนที่ประชุมนมัสการของเรา ทุกคนในที่ประชุมก็ต้องพร้อมที่จะเคลื่อนตามพระองค์ไป คงมีที่ประชุมนมัสการหลายแห่งที่ไม่เป็นพรเท่าที่ควร เนื่องจากมิได้ตระหนักความจริงดังกล่าว และเป็นเพียงพิธีกรรมที่เคร่งครัดซึ่งปฏิบัติกันมา สืบทอดกันมาจากคนรุ่นก่อนเรามาช้านาน จึงมิได้รับรู้และติดตามการทรงนำของพระองค์ ไม่ว่าจะเป็นบทเพลงที่ใช้ในที่ประชุมหรือโปรแกรมต่างๆ ของประทานพระวิญญาณที่สามารถเกิดขึ้นได้ในทุกบรรยากาศของการนมัสการ


ในพระธรรม “บทเพลงซาโลมอน” บรรยายภาพของที่รัก (พระเจ้าของเรา) มาหาเจ้าสาวของตน (พวกเราหรือคริสตจักร) ที่รักมาเคาะอยู่ที่ประตูเพื่อจะแสดงความรัก แต่เจ้าสาวก็ไม่ได้เปิดประตูต้อนรับและมีข้อแก้ตัวต่างๆ เช่น กลัวเส้นผมจะถูกน้ำค้างชื้น  หรืออ้างว่าไม่สะดวกเพราะแต่งกายไม่เรียบร้อย  หรือล้างเท้าอยู่บนที่นอนแล้วไม่สะดวกที่จะลงมาเปิดประตู เธอไม่ได้ตอบสนองการมาหาของที่รัก แม้ว่าเธอมีความรักต่อเขาก็ตาม และในที่สุดเธอก็ไปเปิดประตูแต่ที่รักก็จากไปเสียแล้ว เนื่องจากเธอลังเลใจที่จะเปิดประตูออกต้อนรับตั้งแต่แรกที่ได้ยินเสียงเคาะประตู (พซม.5:2-6) สิ่งที่พระคัมภีร์ตอนนี้กล่าวถึงเป็นการเตือนเราว่า เราสามารถทำให้พระวิญญาณบริสุทธิ์เสียพระทัยได้ โดยการที่เราไม่ได้ตอบสนองต่อพระประสงค์ของพระองค์


เมื่อพระองค์ทรงเคลื่อนไหวและเรียกเรา  เราควรเปิดใจออกตอบสนองและติดตามไปพระเจ้าทรงสัญญาว่า “เราจะแนะนำและสอนเจ้าถึงทางที่เจ้าควรจะเดินไป เราจะให้คำปรึกษาแก่เจ้าด้วยจับตาเจ้าอยู่ อย่าเป็นเหมือนม้าหรือล่อ ที่ปราศจากความเข้าใจซึ่งต้องติดสายผ่าปากและบังเหียน มิฉะนั้นมันก็ไม่ไปกับเจ้า” (สดด.32:8-9) เราสามารถนำพระคำตอนนี้ไปใช้ได้ในปัจจุบัน คือการเรียนรู้ที่จะฟังเสียงและตามไป พระองค์จะนำเรา จะสอนเรา จะให้คำปรึกษากับเรา เราไม่ควรจะดื้อดึงและให้พระองค์จำเป็นต้องใช้วิธีบังคับกับเรา เราจึงจะทำตามพระองค์ ไม่จำเป็นต้องให้พระองค์กระทำกับเราเหมือนกระทำกับม้าหรือล่อ ที่ต้องบังคับ ต้องตี มันจึงจะเดินตามคำสั่ง แท้จริงแล้วพระเจ้าของเราทรงนำเราอย่างสุภาพ และอ่อนละมุน ถ้าเราเพียงแต่เชื่อฟังและกระทำตาม พระพรก็เกิดขึ้น พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงนำในการนมัสการของเราได้ และเราจำเป็นต้องสังเกต และเคลื่อนตามไปฟังพระสุรเสียงและเดินตาม  ขอพระพรเป็นของท่าน  อาเมน.