| สีสันลีลาของการนมัสการ |
|
|
|
| บทความการนมัสการ - การพัฒนาทีมนมัสการ | ||||
การถวายเกียรติแด่พระเจ้าด้วยมือที่ยกชูพร้อมกับใจที่ส่งขึ้นแด่พระเจ้า เราปรารถนาจะถวายพระเกียรติ ยกยอสาธุการแด่พระองค์ บทเพลงที่เราใช้เป็นบทเพลงที่ยกพระเจ้าขึ้น ทั้งพระบุตรและพระบิดา บางคริสตจักรยังไม่ได้เรียนรู้ที่จะใช้ทุกสิ่ง ก้าวเข้าไปสู่การให้เกียรติแด่พระเจ้า เมื่อเสียงดนตรีหยุดลง เสียงปรบมือหายไป ทุกอย่างก็เข้าสู่ความเป็นเหมือนเดิม คือไม่มีอะไรเกิดขึ้น การสรรเสริญนั้นตื้นเกินไป เราควรจะเรียนรู้ที่จะถวายเกียรติแด่พระเจ้าอย่างลึกซึ้งมากขึ้น พระเจ้ามิได้เป็นผู้หลงตนเอง โดยเฝ้ารอคำสรรเสริญบนสวรรค์ ว่าเมื่อไรจะมีเสียงสรรเสริญขึ้นมา พระองค์ทรงได้รับเกียรติอยู่แล้ว แม้จะมีหรือไม่มีคำสรรเสริญก็ตาม พระองค์เป็นที่สรรเสริญอย่างสูงบนสวรรค์สถาน พระองค์ไม่ต้องการคำสรรเสริญจากเรา เราต่างหากที่ต้องการยกยอสรรเสริญพระองค์
การแสดงความใกล้ชิดพระเยซูทรงเสด็จมาเพื่อนำเรากลับไปสู่หัวใจของพระบิดา การนมัสการเป็นภาษาของความรัก เป็นความรักของธรรมิกชนที่ล้นออกจากใจองเขา วางไว้ที่เท้าของพระองค์ นักแต่งเพลงที่รักพระเจ้าก็แต่งเพลงไว้มากมายเพื่อให้เราใช้แสดงความรู้สึกต่อพระองค์ เพลงเหล่านั้นจะช่วยเราให้แสดงความรู้สึกออกมา ด้วยความรักพระเจ้าของเรา บางครั้งคริสตจักรบางแห่งก็สูญเสียความรักดั้งเดิมไปเสียแล้วก็ได้ เหมือนคริสตจักรเอเฟซัส ( วว.2:4 “แต่เรามีข้อที่จะต่อว่าเจ้าบ้าง คือว่าเจ้าละทิ้งความรักดั้งเดิมของเจ้า” ) สำหรับพวกเราที่เป็นคริสเตียน คำที่ตรงกันข้ามของความรักไม่ใช่คำว่า “เกลียดชัง” แต่เป็น “ความเฉื่อยชาลง หรือความเยือกเย็นลง” อยู่ในโลกอย่างสะดวกสบาย พวกเราจำเป็นต้องกระตุ้นตัวของเราขึ้นมาจากความผิวเผิน จากความซึมเศร้า จากความง่วงเหงาหาวนอนฝ่ายวิญญาณ พวกเราจำเป็นต้องเป็นคริสเตียนแบบร้อนรนตลอดเวลา เป็นคริสเตียนที่อยู่ในการทรงสถิตของพระเจ้าอยู่เสมอ ผู้ที่อยู่กับเราคือพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ แม้ว่าบางครั้ง เราอาจมีใจจดจ่อต่อการนมัสการอย่างมาก แต่จงระวังว่า เราอาจหลงเข้าไปอยู่ในความงดงามของดนตรีแทนพระเจ้าก็อาจเป็นได้ และจงรู้ว่า การแสดงความรู้สึกต่อพระเจ้าเป็นเพียงหนึ่งแง่มุมเท่านั้น ยังมีอีกหลายแง่มุมที่จำเป็นในการนมัสการด้วย เช่น การแสดงออกด้วยความชื่นชมยินดี
การแสดงความชื่นชมยินดีช่วงเวลาของการนมัสการเป็นเวลาของการเฉลิมฉลอง มันเป็นการหยุดงานเพื่อจัดงานเลี้ยง เป็นงานแสดงความชื่นชมยินดีที่พระเยซูทรงฟื้นคืนพระชนม์ บทเพลงที่เราใช้ควรให้ความสำคัญของสิ่งนี้ ควรเป็นบทเพลงในความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า บ่งบอกถึงพระลักษณะของพระเจ้า ของพระเยซู บางคริสตจักรก็ไม่รู้ว่าจะเฉลิมฉลองพระเจ้าได้อย่างไร เป็นเหมือนกับว่า ความยิ่งใหญ่ของการไถ่ของพระองค์นั้นยังไม่ได้เกิดขึ้นท่ามกลางพวกเขา อ.เปาโลอธิษฐานว่า “และขอให้ตาใจของท่านสว่างขึ้น เพื่อท่านจะได้รู้ว่า ในการที่พระองค์ทรงเรียกท่านนั้น พระองค์ได้ประทานความหวังอะไรแก่ท่าน และรู้ว่า มรดกของพระองค์สำหรับธรรมิกชนมีสง่าราศีอันอุดมบริบูรณ์เพียงไร และรู้ว่า ฤทธานุภาพอันใหญ่ของพระองค์มีมากยิ่งเพียงไร สำหรับเราทั้งหลายที่เชื่อ ตามอำนาจของพระกำลัง และฤทธานุภาพอันใหญ่ยิ่งของพระองค์” (อฟ.1:18-19) จงให้สิ่งนี้เกิดในวิญญาณจิตของพวกเรา จงชื่นชมยินดีในพระเจ้าเถิด บางคนบอกให้เราลดความชื่นชมยินดีลงสักนิดเถิด เพื่อเห็นแก่คนที่ยังไม่เข้าใจ คนที่กล่าวเช่นนี้ลองฟังดูซิ ลองสังเกตดูซิ มีบทเพลงที่เป็นของโลกเพิ่มขึ้นไหม มีความชั่วร้ายรอบๆ ตัวเราเพิ่มขึ้นหรือเปล่า ทำไมเราไม่เพิ่มความเข้มแข็งในความเชื่อให้มากขึ้น ความเข้มแข็งนั้นมาจากพระเจ้าเท่านั้น มาจากความชื่นชมในพระเจ้า เราต้องเรียนรู้ที่จะชื่นชมยินดีในพระเจ้ามากขึ้น แน่นอน จะมีเวลาสำหรับความชื่นชมยินดี มีเวลาสำหรับความเงียบแห่งความยำเกรง อย่าแสดงความชื่นชมยินดีในอารมณ์ของเรา ในบทเพลง ในท่วงทำนองของดนตรี แต่จงชื่นชมยินดีในพระเจ้าของเรา เรียนรู้ที่จะเฉลิมฉลองในความประเสริฐของพระองค์ เรียนรู้ที่จะชื่นชมยินดีต่อไป แม้ดนตรีนั้นเงียบเสียงลงแล้ว
การประกาศป่าวร้องออกไปในระหว่างการนมัสการ พวกเรากำลังประกาศความยิ่งใหญ่ ความดีเลิศของพระเจ้า ด้วยบทเพลงของเรา เรากำลังประกาศพระบารมีของพระองค์ บอกให้คนที่อยู่รอบข้างเรารู้ถึงความเชื่อของเราว่า เรารู้สึกอย่างไรต่อพระเยซู ต่อพระเจ้าของเราสดด.66:8 กระตุ้นเราว่า “ชนชาติทั้งหลายเอ๋ย จงสรรเสริญพระเจ้าของเราจงให้ได้ยินเสียงสรรเสริญพระองค์” ไม่ใช่สรรเสริญจนเกิดเป็นการกระทำขึ้นมา แต่เราทำให้เกิดการได้ยิน เป็นเหมือนกับการสอนเด็กๆ เราควรจะสอนสิ่งดีๆ ให้กับเด็กๆ เราไม่ต้องรอให้เขาทำบางสิ่งที่ไม่ถูกต้องเสียก่อน เราควรให้พวกเขาได้ยินเสียงของเรา เราปรบมือ เราส่งเสียงโห่ร้อง เราแสดงความชื่นชมยินดี นี่แหละเขาเรียกว่า “สรรเสริญ” บางคนบอกให้พวกเราเปลี่ยนการสรรเสริญจากร้องเพลงเรื่องของพระเยซู เป็นร้องเพลงให้พระเยซูบ้างจะดีไหม ที่จริงมันก็เหมือนกัน อ.เปาโล กล่าวว่า “จงปราศรัยกันด้วยเพลงสดุดี เพลงนมัสการ และเพลงสรรเสริญ คือร้องเพลงสรรเสริญและสดุดีจากใจของท่าน ถวายองค์พระผู้เป็นเจ้า” (อฟ.5:19) คนอิสราเอลนั้น เขาใช้วิธีเล่า วิธีพูด ให้คนอื่นๆ ฟังในชีวิตประจำวันของเขา ถึง “พระเจ้าทรงประเสริฐ และความรักมั่นคงของพระองค์ดำรงเป็นนิจ” เพลงบางเพลงนั้น ไม่น่าจะเป็นไปได้เลยที่บอกให้ปิดตาลงเสีย ลองทำสิ่งใหม่ซิ เปิดตาออก มองไปรอบๆ และร้องเพลงให้พวกเขาได้ยิน ให้เขาฟังเสียงของเราที่ร้องสรรเสริญพระเจ้า
การต่อสู้ฝ่ายวิญญาณ (สงครามฝ่ายวิญญาณ)พระคัมภีร์เรียกพวกเราว่า เป็นทหารของพระคริสต์ การนมัสการที่สมบูรณ์แบบจะต้องมีบรรยากาศสงครามฝ่ายวิญญาณด้วย ผู้นำนมัสการควรหาบทเพลงในบรรยากาศดังกล่าว เพื่อกระตุ้นที่ประชุมให้พร้อมที่จะเข้าสู่บรรยากาศดังกล่าว คริสเตียนควรรู้ว่า เรากำลังอยู่ในสงครามฝ่ายจิตวิญญาณ ซาตานมันรู้ดีว่ามันมีเวลาน้อยมาก คริสตจักรควรจะบดขยี้หัวของมัน ใช่ บางทีมันอาจจะมากเกินไป สงครามฝ่ายจิตวิญญาณนั้นเป็นได้ที่อาจไม่สมดุล บางคริสตจักรมากเกินไป บางคริสตจักรก็น้อยเกินไป บางคริสตจักรก็เน้นทุกสัปดาห์ บางคริสตจักรก็ไม่เคยมีบรรยากาศเช่นนี้เลย ขอให้พระวิญญาณทรงนำบรรยากาศนี้ในท่ามกลางบรรยากาสนมัสการของพวกเราอย่างเหมาะสม
การเคลื่อนไหวของพระวิญญาณบริสุทธิ์วงจรของการนมัสการที่ครบถ้วนนั้นจะขาดบรรยากาศนี้ไม่ได้เลย เป็นบรรยากาศที่พระวิญญาณบริสุทธิ์เคลื่อนเข้ามาในที่ประชุม มานำที่ประชุม มาจุดประกาย มาควบคุม มาเคลื่อนภายในที่ประชุมนั้นๆ เป็นเหมือนกับเมื่อเครื่องสายเริ่มต้นบรรเลง เอลีชาก็ได้ยินเสียงของพระเจ้า การเผยพระวจนะก็ลงมา( ดู 2 พกษ.3:1-20 ) ดนตรีในช่วงนี้สามารถรับการเจิม รับการสำแดงท่ามกลางชุมชนของพระเจ้าได้ ในช่วงเวลาของการนมัสการในวันอาทิตย์ของเรา เราอาจร้องเพลง เราอาจแสดงความรักต่อพระเจ้า เมื่อผู้นำมาถึงจุดที่บอกเราว่า “ขอเชิญทุกคนนั่งลง” ขอให้รู้ว่าเวลานั้น พระเจ้าทรงอยู่ในชุมชนนั้น นั่งบนบัลลังก์แล้ว พร้อมที่จะพูด ที่จะสื่อสารเหมือนการสื่อสารสองทาง เราไม่ควรจะใช้เวลานั้นมาประกาศข่าวสารของคริสตจักร แต่ควรจะให้พระเจ้าพูดกับที่ประชุม ช่วงเวลาที่เหมาะในการให้พระวิญญาณบริสุทธิ์เคลื่อนไหวที่สุดก็คือ ช่วงการใช้เพลงจากใจ (คส.3:16 “จงให้พระวาทะของพระคริสต์ดำรงอยู่ในตัวท่านอย่างบริบูรณ์ จงสั่งสอนและเตือนสติกันด้วยปัญญาทั้งสิ้น จงร้องเพลงสดุดีเพลงนมัสการ และเพลงสรรเสริญด้วยใจโมทนาขอบพระคุณพระเจ้า”) ดนตรีควรจะเล่นคอร์ดง่ายๆ ซ้ำไปซ้ำมา สร้างบรรยากาศให้ที่ประชุมเปิดใจของตนเอง ให้เป็นการเคลื่อนไหวในพระวิญญาณบริสุทธิ์
บรรยากาศการวิงวอนบรรยากาศนมัสการนั้น พระเจ้าทรงเรียกเราให้สามารถอธิษฐาน วิงวอนขอต่อพระองค์ได้ บทเพลงหลายเพลงก็เป็นบทเพลงแห่งการวอนขอ เช่น “เปลี่ยนแปลงชีวิตข้า” พระเยซูทรงกล่าวว่า “พระองค์ตรัสกับเขาว่า "มีพระวจนะเขียนไว้ว่า นิเวศของเราเขาจะเรียกว่า เป็นนิเวศอธิษฐาน แต่เจ้าทั้งหลายมากระทำให้เป็น ถ้ำของพวกโจร” (มธ.21:13) นั้นหมายความว่า นิเวศของพระเจ้าไม่ใช่ที่สำหรับร้องเพลงนมัสการเท่านั้น แต่ใช้ในการอธิษฐานได้ เราน่าจะขอบคุณพระเจ้าในเรื่องนี้ ดังนั้น ขณะที่เราอยู่ด้วยกันในคริสตจักร เราก็สามารถจะอธิษฐานด้วยกันได้
บรรยากาศอื่นๆนี้เป็นสิ่งที่จะไม่ทำให้การนมัสการของเรา ซ้ำซาก น่าเบื่อ โดยร้องเพลงอยู่ในบรรยากาศเดียวกันตลอดทั้งปี ซึ่งจริงๆ แล้ว เรามีกลายๆ โอกาสได้ เช่น คริสต์มาส อีสเตอร์ หรือในโอกาสต่างๆ นอกจากนั้น ในโอกาสอย่างนี้ เราอาจเลือกบทเพลงให้แตกต่างออกไปได้ ตามแต่ความหมายของบรรยากาศนั้นๆ จุดศูนย์กลางของทุกสิ่งในการนมัสการ คือ พระเยซู ไม่ว่าจะเป็นข้อใดข้อหนึ่งใน 8 ประการที่กล่าวมาแล้ว เราควรตระหนักความจริงไว้ว่า จุดศูนย์กลางของทุกสิ่งต้องเป็นพระเยซูคริสต์ พระเจ้าของเรา พระองค์ทรงเป็นจุดศูนย์กลาง เป็นดุมล้อของเกวียนที่เชื่อมกงล้อไว้ เสียงเดียวที่ร้องออกมาเป็นเสียงเดียวกันในที่ประชุม ควรจะเป็น “พระเยซู พระเยซู พระเยซู” พระองค์ทรงเป็นเบื้องต้น และเบื้องปลาย ไม่ว่าจะด้วยกิจกรรมใดก็ตาม ให้เราให้พระเยซูทรงเป็นศูนย์กลางในทุกสิ่งนั้น
|



