|
แนวทางปฏิบัติสำหรับทีมนมัสการ
เขียนโดย : อ.ประยุทธ สาริมาน
|
ขั้นตอนต่อไปนี้ ให้รายละเอียดถึงสิ่งที่สมาชิกทีมนมัสการจำเป็นต้องปฏิบัติ และเป็นข้อตกลงร่วมกัน ตั้งแต่เริ่มก้าวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของทีมนมัสการในคริสตจักร
1. ระยะตรวจสอบชีวิต
ต้องใช้เวลาประมาณสามเดือน (หรือหกเดือน) แรก เมื่อเริ่มเข้ามามีส่วนในทีมนมัสการ ช่วงเวลาดังกล่าวต้องมีส่วนในการซ้อม และมีส่วนในกิจกรรมประจำสัปดาห์อื่น ๆ ที่ได้กำหนดไว้แล้ว หากแต่จะไม่มีโอกาสได้เล่น / ร้องเพลงในการปรนนิบัติบนเวทีในวันอาทิตย์ หรือในรายการพิเศษอื่นใดทั้งสิ้น การใช้มาตรการดังกล่าวนี้ เป็นประโยชน์ที่จะให้คุณมีโอกาสได้ค้นพบของประทานจริง ๆ ของสมาชิกที่มีโอกาสเข้ามาในทีม และยังเป็นประโยชน์ที่คุณจะพบแรงจูงใจ และท่าทีในจิตใจของคนที่จะอยู่ต่อหน้าที่ประชุม ช่วงเวลานี้ยังอาจใช้เป็นการปรับตัวของนักดนตรีคนนั้นกับคนอื่น ๆ ในทีม ที่อยู่มาก่อนเขาได้ด้วย
2. การฝึกซ้อมประจำสัปดาห์
สมาชิกทุกคนในทีมถูกกำหนดให้มีการฝึกซ้อมร่วมกันประจำสัปดาห์ ๆ ละหนึ่งครั้งเป็นอย่างน้อย ทุกคนจะต้องตรงเวลา ทั้งควรมีส่วนร่วมในตอนเช้าวันอาทิตย์ และมีส่วนเข้าร่วมการอธิษฐานรุ่งอรุณของคริสตจักร นอกจากนี้ทุกคนที่มีส่วนบนเวทีต้องพบกันก่อนเวลา 30 นาที เพื่อเข้าร่วมในการอธิษฐานเตรียมใจ ณ สถานที่ใดก็ตามที่กำหนดไว้ร่วมกัน การกำหนดเวลาที่แน่ชัดไว้ดังกล่าว จะช่วยให้ทุกคนเข้าใจถึงความจำเป็นในการใช้เวลาร่วมกันในทีม อันเป็นข้อกำหนดของทีม
3. งานปรนนิบัติอื่น ๆ สมาชิกทีมนมัสการต้องยินดี
และเต็มใจที่จะเล่นบนเวทีในงานสัมมนาอื่น ๆ หรืองานพิเศษใด ๆ ที่คริสตจักรกำหนดโปรแกรมไว้ หรืองานที่ไม่ใช่งานดนตรีที่ถูกขอร้องให้กระทำร่วมกัน การกำหนดแนวทางไว้ก่อนเช่นนี้ ช่วยให้สมาชิกเข้าใจถึงงานรับใช้อื่น ๆ ซึ่งเป็นการมอบถวายงานปรนนิบัติที่นอกเหนือไปจากงานปรนนิบัติปกติวันอาทิตย์ของตน
4. ข้อตกลงร่วมกันที่จะเตรียมชีวิตฝ่ายวิญญาณส่วนตัวเพื่องานปรนนิบัติรับใช้
การเตรียมตัวฝ่ายวิญญาณดังกล่าวมีผลโดยตรงต่องานนมัสการของทีม พวกเราไม่เพียงต้องมีชีวิตพร้อมที่จะเล่น ที่จะร้องเพลงเท่านั้น แต่เราต้องพร้อมที่จะนมัสการพระเจ้า และปรนนิบัติธรรมิกชนของพระองค์ด้วย การเพิ่มเสริมแต่งความจำเป็นพื้นฐานของความสัมพันธ์กับพระเจ้านั้น จะทำให้งานปรนนิบัติของทีมในการนมัสการเกิดผลดี เพราะถ้าปราศจากสิ่งนี้ ความล้มเหลวก็จะเกิดขึ้น และมีผลต่อฝ่ายวิญญาณน้อยมาก
5. เป้าหมายของพวกเราคือเป็นมืออาชีพ
เราต้องการจะเป็นผู้เชี่ยวชาญในการเล่นเครื่องดนตรีของเรา หรือเป็นผู้มีความสามารถเป็นเลิศในการร้องเพลงหากเราเป็นนักร้อง และจะเป็นให้ดีที่สุดเท่าที่เราจะสามารถเป็นได้ เต็มศักยภาพของเรา นั่นหมายความว่า เราจำเป็นต้องฝึกซ้อม ต้องเรียนอย่างจริงจังทั้งส่วนตัวและส่วนรวมเป็นทีม จำไว้ว่าระดับความสามารถของทีมจะเป็นอย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับระดับความสามารถเฉพาะตัวของสมาชิกในทีมนั่นเอง สิ่งนี้เป็นการยืนยันถึงความจำเป็นพื้นฐานจริง ๆ การซ้อมนั้นมีผลต่อทีม ไม่มีทางลัดสำหรับความจริงข้อนี้
6. การเจริญเติบโตฝ่ายวิญญาณ
สิ่งนี้ก็เป็นความจำเป็นมากเช่นกัน ชีวิตส่วนตัวของแต่ละคนนั้นมีผลต่อทีม ในฐานะที่เป็นผู้รับใช้ด้านดนตรี เป็นผู้นำการนมัสการ เราต้องอุทิศตนและสร้างชีวิตให้เติบโตขึ้นในพระเยซู ไม่มีหนทางที่จะเติบโตกับพระองค์ได้ ถ้าเราไม่ใช้เวลากับพระองค์โดยส่วนตัว ไม่ศึกษาพระคัมภีร์ ไม่สนใจที่จะเรียนรู้ถึงวิถีชีวิตที่พระเจ้าทรงพอพระทัย อย่าใช้เวลากับการซ้อมดนตรีมาก จนลืมที่จะสร้างชีวิตฝ่ายวิญญาณกับพระเจ้า เพราะหมายความว่า เราใช้เวลาอย่างไม่ถูกต้อง จงให้เกิดความสมดุลในชีวิตของเรา ทั้งด้านชีวิตฝ่ายวิญญาณ และทักษะดนตรี อย่ายอมให้คนเฉื่อยชากับพระเจ้าขึ้นปรนนิบัติบนเวที จงหนุนใจและท้าทายกันและกันให้เติบโตกับพระเจ้าอย่างต่อเนื่อง อย่าหยุดการเติบโต ถ้าชีวิตยังไม่เหมือนพระคริสต์ของเรา
7. การไหลไปด้วยกันในทีม
ไม่เพียงแต่เราต้องเป็นมืออาชีพในทางดนตรี แต่เราจะต้องมีความสามารถที่จะเข้ากันได้ด้วย นั่นเป็นเป้าหมายสูงสุดของเรา เราต้องมองที่เป้าหมายของทีมร่วมกัน ไม่ใช่การสร้างความแตกแยก แต่สร้างความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันท่ามกลางเรา ท่าทีในใจของเราไม่ใช่แสดงออกความสามารถของแต่ละคนให้โดดเด่นออกไป แต่เป็นความสามารถที่จะแสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เราจะใช้ทักษะความสามารถของเรา เพื่อทำให้ทีมของเราชัดเจนขึ้นเด่นขึ้น มิใช่เพื่อตัวของเรา แต่เพื่อทีมของเรา ทีมของเราสำคัญกว่าตัวของเรา ทักษะของเรามิใช่เพื่อตัวของเรา แต่เพื่อผู้อื่น นักดนตรีที่มีความสามารถเป็นเลิศนั้น คือนักดนตรีที่สามารถทำให้คนอื่นเด่นขึ้นกว่าตนเอง การย้ำและเน้นในสิ่งเหล่านี้มีความจำเป็นอย่างมาก หากปราศจากท่าทีในจิตใจเช่นนี้ ไม่มีความเข้าใจดังนี้ทีมของเราก็ไม่อาจจะไปถึงเป้าหมายอันสูงส่งในพระเจ้าของเราได้
จำไว้ว่าแนวทางปฏิบัติเหล่านี้ข้างต้น อาจมิใช่มีเพียงเท่านี้ หากแต่เจ็ดประการดังกล่าวเป็นเพียงข้อแนะนำพื้นฐานสำหรับทีมนมัสการทั่ว ๆ ไป เป็นความจำเป็นที่ต้องเกิดขึ้นในคริสตจักรของเรา เป็นพื้นฐานที่ทุกคนในทีมต้องให้ความสำคัญ คุณอาจจะใช้แนวคิดเหล่านี้เจาะจงร่วมไปกับแนวคิดอื่น ๆ ของคุณอีกก็ได้ ซึ่งอาจจะมีสิ่งสำคัญอีกหลายประการที่ต้องสร้างขึ้นในทีมของคุณเอง แต่สิ่งที่ผมเสนอมานี้ ผมคิดว่าเป็นสิ่งจำเป็นในงานรับใช้ด้านนมัสการ ซึ่งเป็นไปได้ที่คุณอาจไม่เห็นด้วยในบางจุด อย่างไรก็ตามผมเพียงแต่เสนอแนวคิดบางประการให้คุณได้กำหนดเพิ่มเติมเข้าไปก็สุดแต่ใจของคุณเอง.
ความจำเป็นที่จะต้องมีการสื่อสารตลอดเวลา
ในการสื่อสารภายในทีมนมัสการเป็นสิ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด จำเป็นจะต้องกระทำอย่างสม่ำเสมอ ต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นโปรแกรมต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นบนเวที หรือตารางเวลาการทำงานร่วมกัน งานโปรแกรมพิเศษที่กำลังจะเกิดขึ้นอีกสองเดือนข้างหน้า ทุกคนที่เกี่ยวข้องจะต้องมีส่วนในการรับทราบรายละเอียดต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นนักร้อง นักดนตรี เครื่องเสียง ฯลฯ ทุกคนที่เกี่ยวข้องดังกล่าวต้องมีโอกาสนั่งลงรับทราบ และพูดคุยในสิ่งที่จะเกิดขึ้นนั้นร่วมกัน จากประสบการณ์ส่วนตัว ผมพบว่าหลายครั้งโปรแกรมประเภทการดลใจจากพระเจ้าก่อนล่วงหน้าหนึ่งนาทีนั้น สร้างปัญหาให้กับผมอย่างมาก จนบางครั้งผมไม่สามารถจะสนับสนุนสิ่งที่จะเกิดขึ้นบนเวทีได้ ซึ่งสร้างความรู้สึกไม่สบายใจให้ผมและทีมงานของผมเป็นอย่างมาก งานต่าง ๆ จึงต้องมีการแจ้งล่วงหน้า ให้เวลาในการเตรียมงานอย่างพอเพียง และการยกเลิกสิ่งทีได้เตรียมไว้แล้วนั้น เป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงอย่างยิ่ง
ผู้ที่มีส่วนร่วมในการจัดงานบนเวทีต้องคำนึงถึงคนอื่น ๆ ที่มีส่วนในงานร่วมกันด้วย และสิ่งสำคัญที่สุดที่ต้องอยู่ในการทำงานคือ การสื่อสารให้เพื่อนร่วมงานได้ทราบล่วงหน้า ในเวลาที่พอเพียงที่จะเตรียมงานได้ทันเวลาอันจะทำให้สามารถจัดให้มีการซ้อม การปรับปรุงแก้ไขจนกระทั่งผลงานเกิดผลสูงสุดได้ หัวหน้าทีมนมัสการจะต้องทำหน้าที่เป็นสื่อกลาง ในการให้การสื่อสารกับสมาชิกในทีมนมัสการ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่มาจากภายนอกทีม หรือสิ่งที่อยู่ภายในทีม เช่น งานที่ทีมนมัสการจะต้องให้ความร่วมมือกับโปรแกรมอื่น ๆ ที่นอกเหนือไปจากงานนมัสการ หรืองานนมัสการโดยตรง หัวหน้าทีมนมัสการควรจะสื่อสารให้ทุกคนที่เกี่ยวข้องได้ทราบล่วงหน้า และเปิดโอกาสให้มีการแสดงความคิดเห็น มีโอกาสได้จัดเตรียมงานร่วมกัน สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้ความตึงเครียดในทีมลดลง -- ด้วยการสื่อสารในรูปแบบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการประชุมอย่างเป็นทางการ หรือการพูดคุยกันเป็นส่วนตัวก็เป็นประโยชน์ทั้งสิ้น
จะทำอย่างไรเมื่อไม่อาจเป็นไปตามความคาดหวังได้
อีกประการหนึ่งที่จำเป็นต้องระมัดระวังอย่างยิ่งในทีมนมัสการก็คือ ความรู้สึกของสมาชิกคนใดคนหนึ่งที่ไม่สามารถบรรลุถึงความสำเร็จที่ตนเองได้คาดหวังเอาไว้ ตลอดชีวิตของเราแต่ละคนก็จะมีระบบความคิดที่จะคาดหวังในสิ่งต่าง ๆ อยู่แล้ว เรามีความคาดหวังที่เป็นส่วนตัวของเราอยู่ในจิตใจที่อาจจะแตกต่างกันไป ความคาดหวังนี้บางครั้งเป็นความคาดหวังในความสามารถของตนเอง และบางครั้งก็เป็นสิ่งที่ต้องพึ่งพาความสามารถของคนอื่น ๆ รอบข้าง ความคาดหวังดังกล่าวนี้บางส่วนก็สัมฤทธิผล บางส่วนก็ไม่อาจเป็นไปดังหวังได้ และที่น่ากลัวก็คือมันอาจจะเปลี่ยนเป็นความรู้สึกเลวร้ายที่ฝังลึกลงในจิตใจ จนกลายเป็นรากขมขื่นได้ หากไม่ได้รับการแก้ไขเยียวยา บ่อยครั้งจากอดีตที่ผ่านมา ผมได้พบหลายคนในทีมนมัสการที่ไม่อาจจัดการกับความผิดหวังที่ตนเองได้รับ ไม่ว่าจะเป็นความหวั่นไหวที่ถูกผู้นำตำหนิในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง หรือความรู้สึกผิดหวังจากการไม่ได้รับตำแหน่งที่คาดหวังไว้ หรือความรู้สึกไม่เป็นที่ยอมรับของผู้นำ หรือความรู้สึกไม่ยอมรับผู้นำที่ถูกแต่งตั้งเข้ามาใหม่ หรือความรู้สึกเสียใจที่ต้องสูญเสียผู้นำที่ตนเองผูกพันไป เนื่องจากถูกโยกย้ายไปทำงานด้านอื่น ดูเหมือนมีกรณีที่ทำให้เกิดความรู้สึกดังกล่าวมากมายเกินกว่าจะลำดับไว้ ณ ที่นี้ได้
เหตุการณ์ดังกล่าวอาจจะไม่ใช่ความผิดของคนใดคนหนึ่ง ไม่ใช่ความผิดของผู้นำที่ไม่สามารถจะทำตามความคาดหวังของสมาชิกได้ และไม่ใช่ความผิดของสมาชิกที่คาดหวังในสิ่งต่าง ๆ สูงมากเกินไปด้วยเหมือนกัน สิ่งสำคัญก็คือ การที่คนไม่ได้รับสิ่งที่เขาคาดหวังไว้ต่างหาก สิ่งนี้เกิดขึ้นได้ง่ายในทีมนมัสการของคริสตจักร ไม่ว่าจะเป็นเครื่องเสียงที่คุณภาพไม่ดี เครื่องดนตรีที่ขาดแคลนงบประมาณที่จำกัด รวมไปถึงบทเพลงต่าง ๆ ที่ใช้ สไตล์ของดนตรีที่ชอบ และบางครั้งก็อาจจะเป็นนักร้องบางคนที่เขาคาดว่าจะมีโอกาสก้าวขึ้นไปเป็นหัวหน้านักร้อง แต่ก็ต้องผิดหวัง หรืออาจจะเป็นสมาชิกบางคนที่ได้รับการปฏิเสธความคิดเห็นที่เขาได้เสนอเข้ามา และคนก็ลืมข้อเสนอของเขาไปเสียอย่างไม่ตั้งใจ เหตุการณ์ต่าง ๆ เหล่านี้เกินกว่าจะลำดับขึ้นได้ ที่ทำให้ผู้คนรู้สึกผิดหวัง
วิธีการแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ดีที่สุดก็คงจะหนีไม่พ้นการสื่อสาร เป็นสิ่งที่ต้องใช้เวลานั่งลงพูดคุยกันเป็นส่วนตัวกับบุคคลที่มีปัญหาดังกล่าว สิ่งหนึ่งที่ผมตั้งใจที่จะแก้ไขปัญหาในแง่นี้ก็คือ หาโอกาสพบสมาชิกในทีมที่จะพูดคุยกับเขาส่วนตัวทุกคน อย่างน้อยปีละหนึ่งครั้งอย่างเป็นทางการ (ผมมีสมาชิกในทีมนมัสการ 85 คน) ในระหว่างการพูดคุยนั้นผมตั้งคำถามง่าย ๆ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือที่จะทราบความรู้สึกของสมาชิกของผม เช่น อะไรเป็นสิ่งที่คุณพึงพอใจที่สุดในทีมนมัสการ หรืออะไรเป็นสิ่งที่คุณไม่ค่อยชอบเลยตั้งแต่คุณเข้ามาอยู่ในทีม หรือคุณอยากจะทำอะไรหากคุณเป็นหัวหน้าทีมนมัสการ หรือคุณจะรับใช้พระเจ้าในทีมนมัสการนี้นานเท่าไร และอื่น ๆ คำตอบที่เกิดขึ้นขอให้คุณคิดว่ามันไม่เป็นคำตอบที่ถูกหรือผิด ผมเพียงแต่อยากจะใส่อะไรบางอย่างเข้าไปในคนของผม เพื่อจะทราบสิ่งที่อยู่ในใจของเขา อยากจะให้เขาเปิดเผยความคาดหวังของเขาออกมา และอยากจะใช้เวลากับเขามากกว่า
ผมเชื่อว่าคุณคงจะเห็นความสำคัญของการสื่อสารบ้างแล้วไม่มากก็น้อย หากปราศจากการสื่อสารที่ดี ก็จะเกิดความแตกร้าวภายในจิตใจ เกิดความผิดหวัง และอาจเติบโตขึ้นเป็นรากแห่งความขมขื่นในใจได้ ทำให้คนอยู่อย่างขาดสันติสุขและก่อให้เกิดปัญหาอื่น ๆ ตามมาอีกหลายประการได้
|