หลักการนำนมัสการที่มีประสิทธิผล
งานด้านการนมัสการเป็นงานรับใช้ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะทาง ที่ต้องอาศัยของประทานและทักษะที่แตกต่างไปจากการเป็นนักดนตรี นักร้องประสานเสียง การเป็นนักร้องนำ การเป็นศิษยาภิบาล หรืออื่นๆ ผู้นำนมัสการต้องการการทรงเรียกและการเจิมจากพระเจ้าอย่างเฉพาะเจาะจง เพื่อปรนนิบัติในพระนิเวศน์ของพระองค์ ในการนำคนของพระองค์ไปสู่การทรงสถิตของพระเจ้า
การนำนมัสการอาจเรียกได้ว่า เป็นงานที่ยากที่สุดในคริสตจักรงานหนึ่ง เนื่องจาก เป็นการนำที่ประชุมทั้งที่ประชุม (ซึ่งอาจประกอบไปด้วย คนที่รู้สึกเหน็ดเหนื่อย เจ็บป่วย บาดเจ็บในจิตใจ คนดื้อดึง เกียจคร้าน ไม่ยอมรับการสอน) เข้าไปสู่การทรงสถิตของพระเจ้าที่ยิ่งใหญ่ ทั้งในระดับที่เป็นการส่วนตัว และระดับภาพรวม ไม่ต้องบอกก็รู้ได้เลยว่า ทำไมงานรับใช้ ที่ยากมหาศาลนี้จึงมีความจำเป็นที่ต้องได้ ผู้ที่มีการทรงเรียกและการเจิมอย่างเฉพาะเจาะจง
สิ่งที่สำคัญก็คือว่า งานนมัสการต้องการความกระตือรือร้น และการมีส่วนร่วมกัน ของที่ประชุม โดยที่ประชุมไม่ได้เป็นเพียงผู้สังเกตการ แต่เป็นผู้เข้าร่วมนมัสการอย่างกระตือรือร้นร่วมกัน
สิงที่จะกล่าวต่อไปนี้ เป็นการรวบรวมบางส่วนของหลักการที่ผมได้สะสมมาจากประสบการ ในการรับใช้ด้านนมัสการที่ผ่านมาหลายปี ผมขออธิษฐานให้สิ่งเหล่านี้สามารถทำให้งานรับใช้ของผู้นำนมัสการทุกท่านได้พัฒนาขึ้นอีกระดับหนึ่ง
บทบาทและหน้าที่หลัก 3 ประการของผู้นำนมัสการ
1. ผู้นำนมัสการมีบทบาทในการนำที่ประชุมทั้งหมดไปสู่การทรงสถิตของพระเจ้า ที่ประชุมจำเป็นและ ต้องการการสัมผัสพระเจ้าทุกครั้งที่มีการนมัสการ
2. ผู้นำนมัสการมีหน้าที่ ประสานงานและ ปกคลุมทีมนมัสการและนักดนตรี ผู้นำของคริสตจักรจึงต้องมีความเข้าใจในด้านดนตรีและงานรับใช้ของนักร้องนักดนตรีที่ปรนนิบัติร่วมกันอยู่ เมื่อผู้นำนมัสการกำลังนำนมัสการอยู่นั้น ผู้นำนมัสการมีหน้าที่รับผิดชอบต่อดนตรีที่อยู่บนเวทีนั้นด้วย
3. ผู้นำนมัสการมีบทบาทในการเตรียมที่ประชุม ให้พร้อมที่จะรับพระวจนะพระเจ้าที่จะมาถึง ผู้นำนมัสการต้องเป็นหนึ่งเดียวกับการนำทิศทางของคริสตจักรด้วยเหตุนี้ จึงต้องเข้าใจการเคลื่อนไปของพระเจ้าผ่านนิมิตของศิษยาภิบาล
ท่าทีที่ผู้นำนมัสการควรมี
1. ความกระตือรือร้น และการคิดแง่บวกอยู่เสมอ, ยิ้มแย้มแจ่มใส ให้ใบหน้าของคุณสะท้อนพระสิริและความยินดีในพระเจ้า เพราะถ้าผู้นำนมัสการไม่ชื่นชมยินดีแล้ว ที่ประชุมก็จะไม่สามารถมีได้เช่นเดียวกัน
2. มีบุคลิกที่ก้าวไปข้างหน้าตลอด และไม่เขินอาย เขาจะให้ทิศทางอย่างหนักแน่นชัดเจน จำเอาไว้เสมอว่า ความกลัวทำลายความคิดสร้างสรรค์เสมอ
3. นำโดยการทำเป็นแบบอย่าง ผู้นำนมัสการต้องเป็นแบบอย่างแห่งความกระตือรือร้น ในการแสดงออกทั้งปวง (เช่นการปรบมือ การโห่ร้อง และ การยกมือสรรเสริญเป็นต้น)
4. เป็นผู้ที่หนุนน้ำใจที่ประชุม สนับสนุนที่ประชุม ระวัง อย่าให้มากเกินจนกลายเป็นการเทศนาสั่งสอน เพียงแต่แค่หนุนใจเท่านั้น
5. ผู้นำนมัสการต้องนมัสการร่วมกับที่ประชุมด้วย
6. ต้องมีการตระเตรียมการนมัสการล่วงหน้า
7. ชำระตนให้บริสุทธิ์อยู่เสมอ
8. เฝ้ารอคอยทิศทางการทรงนำจากพระเจ้า
9. ผู้นำนมัสการควรจัดเตรียมเพลงสำหรับบรรยากาศประเภทต่างๆ ไว้เป็นหมวดหมู่
10. หมั่นฝึกซ้อมอยู่เป็นประจำ
สิ่งที่ผู้นำนมัสการต้องซ้อมในการเตรียมการนำนมัสการ
1. ทำความรู้จักและให้ความสนิทสนมกับนักดนตรีและนักร้องของคุณ ด้วยการ
a. ฝึกซ้อมร่วมกันกับนักดนตรีและนักร้อง
b. ตกลงเรื่องสัญญาณมือที่สื่อสารกันในระหว่างการนำนมัสการให้เข้าใจกันได้ง่าย
2. การเปลี่ยนของจังหวะ
3. การเปลี่ยนของคีย์เพลง
4. ทิศทางการร้องเพลงนั้น ๆ เช่น การร้องท่อนร้องรับ หรือท่านจบเป็นต้น
5. ความดังเบาในแต่ละช่วงของบรรยากาศนมัสการ
6. การเปลี่ยนเพลง เข้าไปสู่เพลงใหม่
a. ควรเลือกเพลงที่เหมาะสมเอาไว้ก่อนล่วงหน้า ในคีย์ที่เหมาะสม
7. ไม่ควรใช้เวลามากเกินไปในการพูด
a. หนุนใจคนในระหว่างนมัสการ (อย่าทึกทักเอาว่าทุกคนจะเข้าใจได้เองว่า จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง)
b. คุณอาจทำให้การเคลื่อนไหวในการนมัสการหยุดลงได้ด้วยการที่คุณพูดมากเกินไป
c. ในการนำนมัสการนั้น ผู้นำไม่ควรใช้คำพูดตักเตือนสั่งสอนที่ประชุม แต่ควรใช้การหนุนใจที่ประชุมแทน เพราะหน้าที่การสั่งสอนควรเป็นของศิษยาภิบาล
8. เลือกเพลงอย่างระมัดระวัง
a. เลือกเพลงที่ทำให้การนมัสการมีการเคลื่อนไป พัฒนาไปข้างหน้า โดยมองภาพการนมัสการเป็น ภาพเดียวกันในแต่ละเพลง
b. ระมัดระวังในเรื่องของ บริบท จังหวะ และการเปลี่ยนคีย์ (เพลงบางเพลงไม่สามารถไปด้วยกันได้)
c. ตรวจสอบดูว่าเพลงที่คุณร้องได้ดีนี้นเป็นคีย์ที่ที่ประชุมสามารถร้องตามได้ด้วยดีหรือไม่
d. โดยทั่วไปแล้วนั้น เพลงนมัสการ ควรเป็นเพลงในคีย์ที่ต่ำกว่าเพลงชื่นชม
e. ไม่ควรเลือกเพลงที่มีเนื้อร้องยาวเกินไป อาจทำให้ที่ประชุมขาดความสนใจในเนื้อเพลงได้
f. เลือกเพลงเผื่อเอาไว้ ให้มากกว่าที่คุณจำเป็นต้องใช้
9. รู้จักดนตรีและเพลงที่คุณจะใช้อย่างดี
a. อย่าใช้ที่ประชุมเป็นที่ฝึกซ้อม
b. อย่าเลือกเพลงที่คุณไม่ถนัด เพลงนั้นอาจทำให้ทั้งคุณและที่ประชุมสับสนและขาดการจดจ่อต่อพระเจ้าได้
c. เตรียมพร้อมเสมอและเตรียมเพลงไว้ให้เกินความจำเป็น
10. มีภาวะผู้นำที่หนักแน่น
a. คุณต้องนำที่ประชุม ไม่ใช่ปล่อยให้ที่ประชุม นักร้อง ทีมประสานเสียง หรือ นักดนตรีนำแทนคุณ
b. คุณต้องนำด้วยเสียงของคุณเอง อย่าร้องโน้ตตัวแรกผิด พยายามนำให้อยู่ในเมโลดี้ของเพลงนั้นอย่างแม่นยำ
c. ให้ทิศทางที่ชัดเจน คนจะสามารถตอบสนองได้ดีเมื่อเขารู้ทิศทางที่จะเคลื่อนไป
d. บอกเนื้อเพลงหรือท่อนร้องรับล่วงหน้า โดยเฉพาะเพลงใหม่ หรือร้องนำอย่างชัดเจนซึ่งเป็นสิ่งที่ดีมาก
e. แน่ใจเสมอว่าคุณกำลังนำที่ประชุมไปหาพระเจ้า ไม่ใช่ไปที่ตัวคุณเอง หรือนำความสนใจไปอยู่ที่ตัวคุณเอง
f. ลืมตาขึ้น มองดูที่ประชุม อย่าหลับตา
11. ไวต่อการเคลื่อนไหวในช่วงเวลาแห่งการทรงสถิตของพระวิญญาณบริสุทธิ์
a. อย่ากลัวที่จะร้องท่อนร้องรับ หรือท่อนจบหลายๆ ครั้ง
b. อย่ากลัวความเงียบในที่ประชุม
c. ควรรู้ว่าเมื่อไรควรหยุดร้องเพลงนั้นๆ
d. อย่าเร่งรีบ ควรให้เวลาพระวิญญาณบริสุทธิ์เคลื่อนไหว
e. จำไว้ว่า การตระเตรียมล่วงหน้า และการไวต่อพระวิญญาณสามารถไปด้วยกันได้เสมอ
f. อย่าจำกัดพระเจ้าในการนมัสการ เพราะเป็นไปได้ที่พระองค์อาจทำสิ่งที่แตกต่าง ต่างไปจากที่คุณได้วางแผนเอาไว้ (ในการนมัสการนั้น คุณอาจจะร้องเพลงเพียงเพลงเดียวตลอดการนมัสการก็เป็นได้ และคุณควรที่จะเปิดรับสิ่งเหล่านี้ด้วย)
g. อย่ากลัวต่อการที่จะเปลี่ยนอารมณ์เพลง บางครั้งอาจมีการร้องสลับกันระหว่างหญิงและชาย หรือให้ที่ประชุมร้องเพลงร่วมกันโดยดนตรีหยุดเล่นชั่วคราว
h. ผู้นำนมัสการควรพาที่ประชุมไปสู่บรรยากาศนมัสการร่วมกัน ไม่ควรเข้าไปในบรรยากาศโดยไม่รับรู้ว่า ที่ประชุมเป็นอย่างไร
สิ่งสุดท้าย : จงเห็นความสำคัญของการเป็นผู้นำนมัสการ
“ บุตรของข้าพเจ้าเอ๋ย อย่าเพิกเฉยเพราะพระเจ้าได้ทรงเลือกท่านให้ยืนอยู่เฉพาะพระพักตร์พระองค์ เพื่อปรนนิบัติพระองค์ และเป็นผู้ปรนนิบัติของพระองค์ และเผาเครื่องหอม “(2 พศด 29:11)
ขอพระเจ้าอวยพรทุกท่านให้เกิดผลดีเสมอ
|